Dhamma with me

posted on 25 Oct 2008 00:41 by aoynaja

เหมือนเกิดใหม่ (27/4/03)

เปล่านะ ไม่ได้ไปประสบอุบัติเหตุแล้วบังเอิญฟื้นคืนชีพมาแต่อย่างใด

ที่ว่าเหมือนเกิดใหม่นี่ เป็นการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณต่างหาก

รู้สึกได้ถึงความรู้สึก ทัศนคติใหม่ที่เกิดขึ้น รู้ความหมายของชีวิตมากขึ้น และรู้ว่าจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร

เรื่องของเรื่องคือ เพิ่งได้ไปปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลา 4 วัน

จริงๆแล้ว เราเคยไปปฎิบัติธรรมคอร์สยาวประมาณ 10 วัน มา 2 ครั้งแล้ว

ครั้งแรกไปที่สวนโมกข์ สมัยเรียนมหาลัย ตอน summer ปีหนึ่ง

ครั้งนั้นนี่ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตและศาสนาพุทธ

ครั้งที่ 2 นี่ก็ห่างจากครั้งแรกไม่นานนัก ไม่ถึงปี ก็ไปที่เสถียรธรรมสถานนี่แหละ

ตอนแรก นึกว่าเนื้อหาจะซ้ำเดิม น่าเบื่อหรืออะไร แต่จริงๆ ก็ไม่เป็นอย่างนั้นกลับทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น

และตั้งใจว่าจะนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

หลังจากนั้น เราก็ไม่ได้ไปอบรมเข้าคอร์สอีกเลย เพราะพระท่านสอนว่า ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องไปวัด ไปป่าที่ไหนไกลๆหรอก อยู่บ้านก็ปฏิบัติได้

ธรรมะเป็นเรื่องของชีวิต การปฎิบัติหน้าที่คือการปฎิบัติธรรมแล้ว

หลังจากนั้น เราจึงตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด จนกระทั่งเรียนจบ จนกระทั่งทำงานทำๆๆๆๆจนเวลาผ่านเลยมาไม่รู้กี่ปี ถึงปี 2003 นี่แหละที่เราได้เจอกับเสถียรธรรมสถานอีกครั้ง

จะว่าด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็แล้วแต่ เราไปงานสัปดาห์หนังสือแล้วก็เจอบู๊ธขายหนังสือของเสถียรธรรมสถานก็เข้าไปดูๆ กะจะซื้อหนังสืออย่างเดียว แต่ด้วยความคิดถึงบรรยากาศสมัยเข้าคอร์สที่เสถียรธรรมสถานเลยถามเจ้าหน้าที่ที่ขายหนังสือ ว่ามีการเปิดอบรมอยู่ไหม ก็ปรากฎว่ามี แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้กำหนดเวลามาปรากฎว่าเป็นช่วงสงกรานต์ เวลาประมาณ 5 วันเราสามารถไปได้พอดีโดยไม่ต้องลางาน แต่ก็ยังสองจิตสองใจว่าจะไปดีหรือไม่ดี เหมือนมีมารคอยขวางไว้ก่อน เพราะตอนแรกห่วงงาน คิดว่าจะเอางานกลับมาทำที่บ้านช่วงนั้นพอดีแต่อีกใจก็อยากได้มีโอกาสไปฟื้นฟูความรู้ ฟังธรรม และได้ปฎิบัติสมาธิภาวนาที่ห่างเหินมานาน

ตอนนั้นกำลังรู้สึกว่าชีวิตมันว่างเปล่า น่าเบื่อหน่าย ที่ได้แต่ทำหน้าที่ไปวันๆ ไม่รู้อยู่ไปเพื่ออะไร ใจมันห่อเหี่ยวเหลือเกินแล้ว

ก็คิดน่ะว่าชีวิตมันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะ ไม่ใช่แค่กิน นอน ทำงาน ไปเรื่อยๆจนแก่..จนตาย

ผลสุดท้ายก็ตัดสินใจไป และก็ได้คำตอบให้ตัวเองจริงๆ

ทำให้เราได้รู้ว่า ที่พระท่านบอกว่าการทำหน้าที่คือการปฎิบัติธรรม เราเข้าใจไม่ครบถ้วนมาตลอด

ด้วยปัญญาอันน้อยนิด จึงคิดว่าแค่การทำหน้าที่ปกติ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็พอแล้ว

แต่เราลืมหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเสียสนิทใจเลย คือหน้าที่แห่งการดับทุกข์

หน้าที่ที่มนุษย์ควรจะทำให้สมกับที่มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อย่างที่สัตว์ดิรัจฉานทำไม่ได้

ที่ผ่านมาเราทำหน้าที่ในทางโลกต่างๆมากมาย แต่ก็ทำไป ทุกข์ไป สุขๆ ทุกข์ๆ สลับกันไปเรื่อยๆ จนเหนื่อยหน่ายในชีวิต

เพราะเราลืมถึงความหมายของชีวิตไปแล้ว

เรื่องความหมายของชีวิตนี่ ก็เหมือนจะเคยรู้มาสมัยที่เราเข้าอบรมที่สวนโมกข์ครั้งแรก แต่เราไม่ได้จำ

เพราะรู้ว่าความจำที่เหมือนท่องหนังสือโดยไม่เข้าใจ ก็ไม่มีประโยชน์  มันไม่เท่ากับที่เราได้ รู้สึกหรอก

มาครั้งนี้ จึงเหมือนว่า กลับมาหาความหมายของชีวิตอีกครั้ง และก็ได้พบ...

ท่านแม่ชีศันสนีย์ ได้ให้สติเราว่า

ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อจะได้ไม่เกิดอีกต่อไป เป็นอิสระจากความทุกข์ มีชีวิตโดยสงบเย็น และเป็นประโยชน์

ตอนนั้น เรารู้สึกเหมือนแสงสว่างในใจที่ดับไปนาน ก็สว่างวาบขึ้นมาในบัดดล

จากการได้ปฎิบัติธรรมครั้งนี้ รู้สึกได้ว่าความสุขจริงๆนั้นเป็นอย่างไร

ความสุขใดๆจะเท่าความผ่องใส ความสะอาด สว่าง สงบ เป็นไม่มี

แต่คงอธิบายให้คนอื่นเข้าใจถึงความรู้สึกนั้นไม่ได้ เพราะ

"พระธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฎิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน" ต้องปฎิบัติเองถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร

สุดท้ายขอฝากคติธรรมจากท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ไว้ดังนี้

"จงดำเนินชีวิตอย่างคนที่เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ

อย่างคนที่รู้ ตื่น และเบิกบานสงบ

เพราะรู้เท่าทันการกระทบจึงไม่กระเทือน

ท่านจะมีชีวิตที่งดงามเพราะการทำหน้าที่ของท่าน

โลกนี้จะมีแต่การกระทำและไม่มีผู้กระทำ

เมื่อท่านลดตัวตนของผู้กระทำท่านจะเห็นว่าโลกนี้ไม่มีฉัน

เมื่อโลกนี้ไม่มีฉัน โลกนี้มีแต่การกระทำที่มีสติปัญญาไว้

เราจะรู้ว่าการเกิดของเราทำให้โลกนี้งดงามเพราะการทำหน้าที่อย่างนี้

ระมัดระวังการใช้ชีวิต อย่าให้มีอวิชชาครอบงำ

ถ้ามืดไม่มี สว่างก็อยู่ที่ตรงนั้น

ถ้าสว่างไม่มี มืดก็อยู่ที่ตรงนั้น

จงใช้ชีวิตอย่างคนที่รู้เท่าทันด้วยสติปัญญา

เป็นแสงสว่างของโลกใบนี้"

ธรรมสวัสดี

ชีวิตกับงาน  (11/3/07)

เวลาที่ชีวิตมีแต่งาน งาน งาน

เรามักจะสงสัยว่า เรากำลังทำงานอย่างหนักนี่เพื่ออะไร

ชีวิตคืออะไร อยู่ไปทำไม ทำไมต้องทำงานหนักขนาดนี้ และคำถามอื่นๆอีกมากมายท่ามกลางความสับสนของตัวเอง

พยายามหาคำตอบให้ตัวเอง แล้วก็ยึดศาสนาเป็นที่พึ่ง

ในทางศาสนาพุทธแล้ว เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือการได้บรรลุนิพพาน

ได้หลุดวัฎสงสาร ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดให้เป็นทุกข์กันอีกต่อไป

จำได้ว่า ท่านพุทธทาสสอนไว้ว่าให้ถือว่าการทำงานนั่นแหละ เป็นการปฎิบัติธรรม

จริงๆตรงเนี้ย เราเคยรู้นะ แต่ก็เหมือนจะลืมๆไปแล้ว

กลับไปเปิดหนังสือคำสอนของท่านมาอ่านอีกครั้งเลยได้สติขึ้นมาอีกหนนึง

ขอเอาคำสอนของท่านเกี่ยวกับเรื่องการทำงานมาฝากตรงนี้ค่ะ

" อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง
เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม
กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา
คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ ขันตี มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา
มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริงฯ "

"ทำอะไร ด้วยใจ ไม่หมายมั่น
ว่าตัวฉัน ของฉัน นั้นคุณหลาย
ใจเย็นชื่น ครื้นเครง เบาสบาย
ทั้งร่างกาย แคล่วคล่อง ว่องไวดี
ทำไปพลาง เสร็จไปพลาง อย่างนฤมิต
แต่ไม่คิด ว่าของใคร ที่ไหนนี่
ไม่มี ตัว ไครทำ ล้ำวิธี
งานก็ดี คนก็สุข ทุกวันเอยฯ"