เกาหลีปี 2004

posted on 29 Nov 2008 23:32 by aoynaja in Foreign

 

ไปเที่ยวเกาหลี เมื่อวันที่ 9-12/11/2004 นับดูก็ 4 ปีแล้วสินะเนี่ย

เป็นทริปย้อนอดีตอีกทริปนึง ที่เพิ่งจะเอามาโพสต์ที่นี่

ระหว่างรอไปที่ใหม่ๆ ก็เอารูปอดีตมาเที่ยวใหม่ก็ได้นิ

ตอนนี้ยิ่งเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ซะด้วย กับสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ - -"

เอาละ มาเริ่มทริปนี้กันดีกว่า 

เครื่องบินออกจากกรุงเทพเวลาตีหนึ่ง ถึงสนามบินที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลี

เวลา 8 โมงเช้าของเกาหลี หรือประมาณ 6 โมงของเมืองไทย เป็นอันว่า ได้นอนไม่กี่ชั่วโมง

ไม่เป็นไร ยังไงก็มีแรงเที่ยว ไว้นอนเอาแรงตอนนั่งรถทัวร์ก็ได้

จุดแรกที่เรามาถึงคือ จุดชมวิวเมืองอินชอน เมืองท่าอันดับสองของประเทศเกาหลี (รองจากเมืองพูซาน)



 

มีเด็กอนุบาลมาทัศนศึกษาด้วย (แต่ดูเหมือนจะสนใจร้านขนมและของเล่นมากกว่านะเนี่ย )

 

 

ผ่านชุมชนไชน่าทาวน์แห่งเดียวของเกาหลี (ทัวร์เค้าบอกอย่างนั้นอ่ะนะ แต่ดูไม่ออกเหมือนกันว่าจีนตรงไหน)

 

แล้วก็ถึงเวลาอาหารกลางวันมื้อแรกที่เกาหลี คือหมูกระทะ

 

แหม จะพลาดได้ไงนิ มาเกาหลีทั้งทีก็ต้องกินหมูเกาหลีอยู่แล้ว

 

รูปนี้ให้ดูเครื่องเคียงไปก่อน ก็มีสาหร่าย กิมจิ และผักสด ถั่วงอกดอง



 

ขอซูมช้อนกับตะเกียบให้ดูหน่อย เป็นเอกลักษณ์ของเกาหลีเลย คือเค้าจะใช้ช้อนตะเกียบเหล็กแบบนี้ล่ะ

 

และนี่เลย หมูกระทะ กำลังเดือดเชียว กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยดี

ทานข้าวเสร็จก็มาเดินเล่นที่ เวิลมิโด สถานที่พักผ่อนริมทะเล ศูนย์รวมภัตตาคาร และมีสวนสนุกด้วย


 

ที่เวิลมิโดได้ชื่อว่าเป็น street of culture เพราะเป็นสถานที่ที่วัยรุ่นเกาหลีนิยมมาโชว์ผลงานทางศิลป์

แต่วันนี้ที่มา ไม่เห็นเลย คงเพราะเป็นวันธรรมดา เด็กยังอยู่ในช่วงเวลาเรียนอยู่เลย

ระหว่างนั่งรถต่อไป เตรียมไปล่องเรือที่ทะเลสาบชงจู ระหว่างนี้ก็ถ่ายรูปวิวข้างทางไปเรื่อย

 

 ต่อไป ก็ไปล่องเรือที่ทะเลสาบชงจู อากาศดี ลมเย็น ฟ้าสวย น้ำใส


 

ผ่านสะพานสีแดงสดใส

ถ่ายรูปนี้มาเพื่อให้รู้ว่าอยู่เกาหลีจริงๆนะเนี่ย 

 

รูปนี้ถ่ายระหว่างนั่งรถกลับแล้ว เป็นรูปทะเลสาบแบบ overview สวย..สงบ.. ชอบจริงๆ



 

ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว มื้อนี้ได้กินชาบู ชาบู สุกี้สไตล์เกาหลีบนหม้อไฟร้อนๆ

ประกอบด้วยหมูสไลซ์ ผักต่างๆ น้ำซุปร้อนๆ และเส้นอุด้งซึ่งขาดไม่ได้ในการทานชาบู

พร้อมข้าวสวยและเครื่องเคียง



 

หลังอาหาร ก็ไปร้องคาราโอเกะในโรงแรมที่พัก (อันนี้จ่ายเอง ไม่รวมในทัวร์จ้า)

แบบว่าขอสัมผัสคาราโอเกะสไตล์เกาหลีหน่อยนึง ห้องใหญ่มาก มีทีวีถึง 3 เครื่อง แล้วก็มีไฟเพดานแบบหมุนๆ

ราคาห้องเหมาทั้งคืนตกประมาณ 2,400 บาทได้ ก็มีกับแกล้ม กับเครื่องดื่มให้ด้วย



 

เช้าวันใหม่ มองออกไปนอกหน้าต่างโรงแรม ก็จะเห็นวิวสวยๆยามเช้า ของเมืองซูอันโบ

ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ  แต่เราไม่ได้อาบน้ำแร่อะไรกะเค้าหรอก ที่จริงโรงแรมก็มีบริการน้ำแร่นะ

สาเหตุสำคัญที่ไม่อาบ ไม่ใช่เพราะราคาบริการแพงหรืออะไร แต่เป็นเพราะเค้าห้ามสวมใส่ชุดใดๆในการอาบน่ะ


ออกเดินทางต่อไป ระหว่างทางก็ชมวิวไปเรื่อยๆ

 


 

แล้วก็มาถึง "ซังโซ เฮิร์บแลนด์ฟาร์ม" ศูนย์วิจัยพืชสมุนไพรและดอกไม้นานาพันธุ์


 

ที่นี่เราได้ชิมใบไม้ด้วย แปลกดี ใบไม้นี่มีรสหวานอย่างกะน้ำตาลแหนะ แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว

มาดูดอกไม้กันดีกว่า

ออกจาก herbland แล้ว ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ..หมูย่างคาลบี้.. หรือที่เรารู้จักกันว่า หมูย่างเกาหลี

ต้นตำรับหน้าตาแบบนี้นี่เอง ส่วนรสชาติก็ขอบอกว่าอร่อยมากกก หมูหมักเนื้อนุ่มกำลังดี



 

ต่อไป เดินทางสู่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ที่ถูกขนานนามว่า ดิสนีย์แลนด์เกาหลี

สวนสนุกกลางแจ้งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ในหุบเขา



 

มีให้นั่งรถชมสัตว์ด้วยนะ

 

 ชมสัตว์แล้ว ก็ไปชมการแสดงใน hall

 

 แล้วก็ออกมาชมสวนด้านนอก

ช่วงที่ไป เค้ากำลังมีเทศกาล Halloween พอดี



 

ต่อไปเดินทางเข้าสู่กรุงโซลแล้ว กว่าจะถึงก็มืดค่ำ

ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว มื้อนี้เราได้กิน ซัมเคทัง เป็นไก่ตุ๋นโสม 

เค้าเสิร์ฟในชามเหล็กเลยนะ น้ำยังเดือดปุดๆอยู่เลย

เค้าบอกว่าไก่นี่เป็นไก่ที่มีอายุพอเหมาะกับการรับประทานคืออายุ 45 วัน

กินกันคนละตัวไปเลย ก็ล้างเครื่องในออกและยัดไส้ด้วยของบำรุงต่างๆเช่น เม็ดพุทราแห้ง รากโสมเกาหลี เก๋ากี้

กินพร้อมข้าวซึ่งยัดอยู่ในตัวไก่ เสริมด้วยเส้นอุด้งใส่ต่างหาก ปรุงรสด้วยพริกไทยและเกลือป่นของเกาหลี

เสริฟ์พร้อมเหล้าไวน์รสโสม สรุปโดยรวมแล้วก็อร่อยแปลกไปอีกแบบ

เช้าวันต่อมา เดินทางไปชมอนุสาวรีย์รูปนกหงส์เหยียบโลก

เค้าว่ากันว่าจุดนี้เป็นจุดที่ฮวงจุ้ยดีที่สุดในกรุงโซล เนื่องจากด้านหลังเป็นภูเขา 3 ลูก และด้านหน้าหันไปยังแม่น้ำ


 

ต่อด้วยวัดของศาสนาพุทธนิกายมหายาน

ไกด์บอกว่าที่เกาหลีคนส่วนใหญ่นับถือคริสต์ มีคนนับถือศาสนาพุทธประมาณ 20% เท่านั้น



 

หลังจากนั้น ก็เดินทางต่อไปชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของเกาหลี

ภายในพิพิธภัณฑ์ เค้าจะจำลองชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของเกาหลีในอดีต

 

ต่อด้วยพระราชวังเคียงบ๊อก ที่ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการและที่ประทับของกษัตริย์เมื่อสมัย 600 ปีก่อน

ที่เห็นคือพลับพลากลางน้ำ


 

ศิลปะโบราณ แต่สีสวยอยู่เลย สงสัยจะมีการบูรณะใหม่นะเนี่ย


 

ถึงเวลาอาหารแสนอร่อยอีกแล้ว มื้อนี้คือเทปันยากิ

สังเกตุนะว่าอาหารเกาหลี ส่วนใหญ่จะอยู่บนกระทะทั้งนั้นเลย จะได้กินอาหารร้อนๆจากเตาดี



 

กินอาหารกลางวันเสร็จก็ไป shopping ที่ย่าน ทองเดมุน เป็นตลาดค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (เค้าว่ากันนะ)

พวกเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แต่ขอบอกว่าเหมือนตลาดโบ๊เบ๊บ้านเรานี่เองแหละ

คุณภาพของก็ไม่ได้ดีอะไรเลย ราคาก็แพงกว่า เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย

ฝนยังตกตลอดวัน ดีหน่อยที่เวลาช๊อปนี่จะอยู่ในห้าง เลยไม่เปียก


ช้อปย่านทองเดมุนแล้ว ก็ไปที่ชิลล่าดิวตี้ฟรี มีแต่ของ brand name ราคาแพงๆ ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย

ยังมีเวลา ไกด์เลยให้ไปช้อปที่ห้างของฮุนไดต่อ เราก็ไปที่ซุปเปอร์มาร์เกต ซื้อมาม่าเกาหลี กับสาหร่าย

(อ่ะนะ มาเกาหลีก็ต้องซื้ออะไรประมาณนี้ล่ะ)

ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว อันนี้ชอบมากๆ อร่อยดี เค้าเรียกกันว่า ทัคคาลบี

เป็นไก่ผัดเผ็ดบาร์บีคิว ผัดบนกระทะพร้อมด้วยข้าว แกล้มด้วยสาหร่าย โอเด้ง (เนื้อปลาผสมแป้ง) กิมจิ

กินแล้วก็เหมือนข้าวผัดไก่นะ แต่รสชาติเข้มข้นอร่อยดีจัง



เช้าวันต่อมานั่งรถผ่านตึกที่สูงที่สุดในกรุงโซล ชื่อ Gold building สูงที่สุดของเค้าก็ 63 ชั้นเท่านั้นเอง

ตึกนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮัน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของเกาหลี (เปรียบเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาของไทย)




ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เราก็ไปซื้อโสมที่ศูนย์โสมเกาหลีที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลโดยตรง

ที่นี่มีคนขายเป็นคนไทยด้วย ก็เลยได้ฟังบรรยายเป็นภาษาไทย ถึงสรรพคุณ

เราก็ซื้อมาเพราะคนขายหล่อ อิอิ ไม่เกี่ยวน่ะ

ต่อไป เดินชมบ้านของชนชั้นสูงในสมัยเมื่อ 600 ปีที่แล้วที่หมู่บ้านนัมซาน

เป็นที่แห่งเดียวในเมืองหลวงที่รัฐบาลได้ทำการอนุรักษ์ไว้




หลังจากนั้นก็ shopping ที่ย่านอิเตวอน เหมือนสีลมนี่เอง

ของก็เหมือนๆกับที่ทองแดมุน ก็เลยซื้ออะไรไม่ได้อีกตามเคย

ดีหน่อยที่ก่อนกลับเค้าพาไปซื้อของที่ร้านนึงก่อนถึงสนามบิน เลยมีของฝากติดไม้ติดมือมาบ้าง

แล้วพอถึงสนามบิน ก็ซื้อของพวก chocolate ที่ดิวตี้ฟรีอีกหน่อย

กลับถึงกรุงเทพตอนห้าทุ่มครึ่งได้ และนี่คือหน้าตาของทั้งหมดที่ซื้อมาจากเกาหลี


 

จบ korea trip เพียงเท่านี้ล่ะจ้า

 

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปเที่ยวจังเลย อาหารก็นารับประทาน

#7 By พัช (115.67.235.42) on 2009-11-08 21:33

ลืมตึก 63 ไปเสียสนิทเลยค่ะ ว่าใช้ถ่ายเรื่อง my girl ทั้งที่ตัวเองก็ดูเรื่องนี่เหมือนกันนะเนี่ย surprised smile
ส่วนเรื่อง flower boy นี่ ไม่เคยดูอ่ะค่ะ
เอ๋embarrassed ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะไปตามกองละครเลยนะเนี่ย แต่เกือบทุกที่ที่ไป เค้าใช้ถ่ายละครหมดเลย double wink
อันที่จริง ก็คิดว่าละครเกาหลีเค้าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วยในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นสถานที่สำคัญต่างๆก็คงไม่พลาดที่จะให้ปรากฎอยู่ในละครน่ะค่ะ big smile

#6 By Aoy+ on 2008-12-01 00:10

กรี๊ดๆๆๆๆ เกาหลี!!!!

อยากไปบ้าง เราก็เก็บเงินเหมือนกัน ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่

อยากกินไอ้ที่อยู่บนโต๊ะนั่นมากๆๆๆ!!!

กรี๊ดๆๆ ไปคราวหน้าชวนเราไปด้วยดิ cry

#5 By • H a t s u h i • on 2008-11-30 13:42

ว้าวววว อยากไปบ้างจัง
พอเห็นรูปชุมชนไชน่าทาวน์ นึกถึงเรื่องFlower boyของหนุ่มๆลิงๆที่น่ารัก(Super junior)ทันทีเลย

น่าเที่ยวจริงๆเลยค่ะ

#4 By prim-prim on 2008-11-30 12:47

โอ้ ขอบคุณมากค่ะ

ที่จำได้แม่นๆเลยก็คือตึก 63 กรุงโซล
ที่จูยูรินใฝ่ฝันอยากจะขึ้นไป ในเรื่อง my girl

พระราชวังนี่ก็ถ่ายละครหลายเรื่องเหมือนกันใช่ไหมคะ

วาวววววววววว ตื่นเต้นจัง ถึงแม้ว่าจะนานแล้วก็เถอะเนอะ


confused smile sad smile

#3 By iDoi* on 2008-11-30 02:01

ที่ที่ไป ก็มีหลายที่ที่ใช้ถ่ายละครเกาหลีนะคะ อย่างที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์นี่ ใช้ถ่ายทำทั้งเรื่องเลย (แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้วอ่ะคะ แหะๆ)
ที่หมู่บ้านนัมซาน กับพระราชวังเคียงบ๊อก ก็เคยเห็นอยู่ในละครเหมือนกัน
เพียงแต่ทริปนี้ไม่ใช่ทริปตามกองละครเรื่องไหนเป็นพิเศษเท่านั้นน่ะค่ะ big smile

#2 By Aoy+ on 2008-11-30 01:31

วาวววว ไกด์ไม่ได้พาไปที่ถ่ายทำละครมั่งหรอคะ น่าสนุกจังเลยน้อ
อยากไปมั่งจัง cry

#1 By iDoi* on 2008-11-30 01:00