เที่ยวอยุธยา
posted on 19 Oct 2008 00:06 by aoynaja in Localเมื่ออาทิตย์ก่อน มีนัดกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาร่วมปี
เพื่อนชวนไปกินกุ้งแม่น้ำที่จังหวัดอยุธยา เราก็ตกลงโดยไม่รีรอด้วยความที่ชอบกินกุ้งมั่กๆ
อีกอย่างนึง ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยมานานแล้ว เอาล่ะ ทริปวันเดียวสั้นๆก็ยังดี
เพื่อนบอกว่าจะพาไปไหว้พระ ยิ่งดีใหญ่ ได้โอกาสทำบุญเลย
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็ถึง ประมาณเที่ยงครึ่งได้ คนที่ร้านกำลังเยอะเลย
เราเข้าไปกินที่ร้านในตลาดกลางของอยุธยา คนเยอะจริงๆ แต่ก็รอคิวไม่นานนัก
อาหารที่สั่งก็มีกุ้งเผา ปลาช่อนเผา ลาบหมู ยำสามกรอบ ผัดผักกระเฉด โอ้โหเฮะ เยอะไปอ๊ะเปล่าเนี่ยสำหรับสามสาว อิอิ
สั่งกุ้งมากิโลครึ่ง เป็นขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับวันนี้แล้ว คือกิโลละ 280 บาท ได้เท่าที่เห็นนี่ล่ะ
แอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะคิดว่าจะได้กินแบบตัวโตๆที่เคยกิน (เคยมาอยุธยาหนนึง ได้กินกุ้งตัวใหญ่มาก เดี๋ยวเอารูปมาให้ดูอีกที) แต่ว่าน้ำจิ้มอร่อย ก็พอชดเชยกันได้อ๊ะ
อาหารจานอื่นๆ รสชาติดีเลยล่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะเพื่อนมาเบรกว่าจะถ่ายรูปไปทำไมเนี่ย
เอ้า ไม่ถ่ายก็ได้ ว่าแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตากินกันไป
กินอาหารเสร็จก็ร่วมบ่าย 2 โมงแล้ว ไปเที่ยววัดกันต่อ
ตอนแรกเพื่อนในกลุ่มบอกจะไป 9 วัด เอ่อ.. ถ้าแบบว่าขับรถผ่านๆเนี่ย ก็คงได้อยู่อ่ะนะ แต่ถ้าจะแวะทุกวัดคงไม่ทันแน่ มาก็สายแล้ว อีกอย่างนึง วัดเค้าปิด 5 โมงเย็นนะเธอ - -"
สรุปว่าได้ไปวัดเดียว ฮ่าๆๆ ก็ยังดีน่ะ
วัดนี้เราไม่เคยไปมาก่อนเลย ก็คือวัดพนัญเชิงวรวิหาร
พระประธานของวัดคือหลวงพ่อโต ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการบูรณะ โดยจะทำการปิดทองใหม่ทั้งองค์ เราก็เลยไม่ได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธรูปเลย น่าเสียดาย
มีประวัติมาเล่าเป็นเกร็ดความรู้นิดนึง (ข้อมูลจาก http://www.watphananchoeng.com/)
"พระพุทธรูปองค์นี้ มีเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งควรนำมากล่าวไว้ในนี้ด้วย คือ ตามคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าว่า เมื่อใกล้จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าข้าศึกนั้น พระพุทธปฏิมากรองค์ใหญ่ในพระวิหารหลวง วัดพนัญเชิง มีน้ำพระเนตรไหลออกทั้งสองข้างจรดพระนาภี เหตุนี้ประชาชนจึงมีความเคารพนับถือมาก ถึงหน้าเทศกาลได้ไปประชุมกันนมัสการเป็นประจำทุกๆ ปี"
ที่วัดเค้ามีพิธีห่มจีวรด้วย มีจัดเป็นรอบ ทุกๆชั่วโมงเลย ก็คือเราก็ซื้อผ้าจีวรถวายวัด แล้วก็จะมีคนของวัดโยนผ้าจีวรลงมาจากข้างบน มาพาดอยู่เหนือหัวพวกเราและคนอื่นๆที่ร่วมทำบุญถวายผ้า ประมาณรูปที่เห็น (อยู่ใต้ผ้า ยังอุตส่าห์ถ่ายรูปมาอีก หุหุ ก็ไม่เคยเห็นพิธีแบบนี้มาก่อนนี่นา)
ไหว้พระ ทำบุญปิดทองแล้ว ก็ไปให้อาหารปลากันที่ท่าน้ำของวัด
มีทั้งปลา ทั้งนกพิราบเลย
ไม่เคยเห็นปลาเยอะอย่างนี้มาก่อนเลย ดูน่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าหากว่าตกน้ำไปคงตายแน่ ดูปากมันซิ
ดูวิวแม่น้ำกันบ้างดีกว่า
ตอนนี้ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ได้เวลากลับกรุงเทพ แต่ก่อนกลับ แวะเข้าห้องน้ำวัดนิดนึง ก็ไปเจอสวนหน้าห้องน้ำ น่ารักๆแบบนี้
สวยดีนะเนี่ย
จบทริปอยุธยาสำหรับอาทิตย์ก่อนแล้ว แต่ยังไม่จบสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับอยุธยา
ขอย้อนอดีตกลับไปทริปหนแรกของเราด้วยซะเลย เมื่อวันที่ 1/8/2004 นู่น โอ้โห 4 ปีแล้วเหรอเนี่ย นานจริงๆ
เริ่มต้น trip นี้ด้วยการทานอาหารกลางวันที่ร้านแพกรุงเก่า อร่อยระดับเชลล์ชวนชิม
ที่นี่มีกุ้งแม่น้ำขึ้นชื่อความอร่อย และนี่คือรูปกุ้งแม่น้ำตัวโตที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ (รูปจะชัดกว่า เพราะตอนนั้นใช้กล้องดิจิตอล compact ไม่ได้ใช้มือถือถ่าย)
โอ๊ย เห็นแล้วก็อยากกินจัง
กินเสร็จก็เที่ยววัด ไปวัดแรก คือวัดไชยวัฒนาราม
วัดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๗๓ โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก(พนมเปญ) โดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด
(ข้อมูลจาก http://www.thai-tour.com/)
ต่อไป.. เดินทางไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล
ประวัติของวัดนี้ ตามเนื้อหาด้านล่างเลยค่ะ (ข้อมูลจาก www.thai-tour.com เช่นกัน)
เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไทย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วจะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นวัดใหญ่ชัยมงคลอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้ตามข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1900 สำหรับเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกา คณะสงฆ์ที่ไปศึกษาพระธรรมวินัยเรียกนามนิกายในภาษาไทยว่า “คณะป่าแก้ว” วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดคณะป่าแก้ว ต่อมาเรียกให้สั้นลงว่า “วัดป่าแก้ว” ต่อมาคนเลื่อมใสบวชเรียนพระสงฆ์นิกายนี้ พระราชาธิบดีจึงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น“วัดเจ้าพระยาไทย” สันนิษฐานว่ามาจากที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสร้างวัดป่าแก้วขึ้น ณ บริเวณที่ซึ่งได้ถวายพระเพลิงพระศพของเจ้าแก้วเจ้าไทยหรืออาจมาจากการที่วัดนี้เป็นที่ประทับของพระสังฆราชฝ่ายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า “เจ้าไทย” ฉะนั้นเจ้าพระยาไทยจึงหมายถึงตำแหน่งพระสังฆราชในปี พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ การสร้างพระเจดีย์อาจสร้างเสริมพระเจดีย์เดิมที่มีอยู่หรืออาจสร้างใหม่ทั้งองค์ก็ได้ ไม่มีหลักฐานแน่นอน ขนานนามว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ราษฎรเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” ฉะนั้นนานวันเข้าวัดนี้จึงเรียกชื่อเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล” วัดนี้ร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย และเพิ่งจะตั้งขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากนี้ยังมี วิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวร เพื่อเป็นที่ถวายสักการะบูชาและปฏิบัติพระกรรมฐาน ปัจจุบันมีการสร้างพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีผู้นิยมไปนมัสการอย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนมาก
ออกมาจากวัด ก็เจอรถสามล้อแห่งกรุงเก่า ไม่เคยเห็นมาก่อน แปลกดี
ใจกลางเมืองตรงสี่แยก มีเจดีย์อยู่ด้วย
ก็จบทริปอยุธยาแต่เพียงเท่านี้ (จริงๆ) ล่ะจ้า

#1 By indybear on 2008-10-19 02:24