Canada-USA Trip (4)

posted on 02 Jun 2008 23:01 by aoynaja in Foreign

17/8/48

ออกจากโรงแรมแต่เช้า เพื่อจะไปขี้นรถไฟ Amtrak เตรียมเดินทางสู่อเมริกา

ไปถึงสถานีเอาตั๋วแล้วก็กินอาหารเช้ากันที่ร้านแม๊คโดนัลด์ ในสถานีรถไฟนั่นแหละ เมนูเค้าจะแปลกกว่าที่เมืองไทยนะ อย่างที่เรากินก็เป็นแพนเค้กไส้ไข่แล้วก็แฮม ดูภาพในเมนูนึกว่าขนมปังเลยสั่ง ปรากฎว่าเป็นแพนเค้กไปซะนี่ รสชาติหวานๆเค็มๆ แปลกดี

สถานีรถไฟที่นี่ไม่ดีตรงที่ไม่มีบันไดเลื่อนหรือลิฟต์ลงไปที่รถไฟเลย รถไฟอยู่ใต้ดิน เราต้องเดินลงบันไดไปเอง แล้วขนกระเป๋าเองด้วย ไม่มีให้ load แบบขึ้นเครื่องบิน กระเป๋าก็ใหญ่และหนักมากๆเลย ต้องลากลงบันไดไปทีละขั้น กลัวล้อกระเป๋าจะแตกเอา เพราะกระแทกกับบันไดแต่ละทีนี่เสียงดังตึ๊ก ๆ กว่าจะเดินถึงชั้นล่างเล่นเอาเหนื่อย ฝรั่งที่เดินตามหลังเค้าก็ดี ไม่ได้ว่าพวกเราซักคำว่าช้าเหลือเกิน เค้าเห็นท่าพวกเราลากกระเป๋า ก็คงจะเห็นใจบ้างแหละ เราชาวเอเซียตัวเล็กนิดเดียว ไม่ได้ตัวใหญ่เหมือนพวกเค้าซะหน่อยนื

พอถึงรถไฟ ก็หาที่นั่ง เค้าเลือกที่นั่งกันหมดแล้ว เหลือที่สำหรับเรากลุ่มสุดท้ายที่เข้ารถมาพอดี แต่ก็ต้องนั่งแยกกันกับเพื่อนอีกคนนึง

 

ระหว่างนั่งรถไฟ พอถึงจุดเข้าเขตอเมริกา จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาตรวจถึงบนรถไฟเลย เค้าขอดูพาสปอร์ตแล้วก็ถามคำถามนิดหน่อย เป็นอันเสร็จ

นั่งรถไฟคราวนี้นานเลย ประมาณ 9 ชั่วโมงได้ ก็นอนไปพักนึง แล้วก็เดินไปกินอาหารกลางวันที่ตู้เสบียง เค้ามีเคาน์เตอร์ขาย fastfood บนรถไฟเลย ก็กินไปชมวิวระหว่างทางไปด้วย เพราะนั่งรถไฟผ่านหลายเมืองมาก ได้เห็นทั้งแม่น้ำ ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า ป่าเขา เป็นการเที่ยวอีกแบบที่ไม่ต้องเดินไปไหนเลย ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว

 

 

เกือบ 2 ทุ่ม รถไฟก็ถึง Penn Station – New York City แล้ว ก็เรียก taxi ไปโรงแรมซึ่งห่างจากสถานีเพียง 5 นาทีเท่านั้น แต่จะเดินไปก็คงลำบาก เพราะสัมภาระเยอะกันเหลือเกิน เลยได้นั่ง yellow taxi ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองนิวยอร์กด้วย

พวกเราพักที่โรงแรม Hotel Stanford เป็นโรงแรมเล็กๆ ในย่านคนเกาหลี ไม่ได้พักโรงแรมดัง เพราะราคาโรงแรมในนิวยอร์กแพงมาก ขนาดที่เราพักนี่ก็คืนละ 7 พันบาทได้แล้ว ที่อื่นก็เฉลี่ยคืนละหมี่นขึ้นไป แต่ถึงโรงแรมเราจะเล็ก มีลิฟต์ตัวเดียว แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบน่ะ reception ก็ให้ข้อมูลได้ดี แล้วก็อยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินมาก สะดวกในการเดินทาง

เอาของเก็บเข้าโรงแรมแล้ว ก็เดินไปตึก Empire State เพื่อจะขึ้นไปบนยอดตึกชมแสงสียามราตรีของมหานครนิวยอร์ก

กว่าจะได้ขึ้นไปถึงยอด ก็ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง เพราะคนเข้าคิวรอเยอะมาก เพิ่งจะเจอคิวยาวที่สุดในชีวิตก็ที่นี่แหละ อุตส่าห์รอตั้งนาน ขึ้นไปดูวิวได้ไม่ถึงชั่วโมงมั๊ง คนเยอะจริงๆ ต้องแหวกคนเข้าไปเพื่อจะขอดูวิวกะเขาบ้าง ขนาดนั้นเลยนะนั่น บนตึกลมแรงพอสมควรเลย คืนที่ไปนี่พอดีเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้เมืองนิวยอร์กยามค่ำคืนดูสวยขึ้นอีกเยอะ

 

ลงจากตึก Empire ก็ห้าทุ่มแล้ว ยังไม่ได้กินอาหารค่ำกันเลย คราวนี้ไม่ได้กินร้านหรูที่ไหนแล้ว ซื้อฮอทดอกแถวนั้นแหละ แล้วเอาไปกินที่โรงแรม หิวมากเลยตอนนั้น ไส้กรอกเค้ามีแต่ทำจากเนื้อวัว ไม่มีหมูหรือไก่เลย จะให้ไปเข้าร้านอาหาร ตอนนั้นก็ดูเหมือนร้านจะปิดกันเกือบหมดแล้ว อีกอย่างนึง ถ้าจะต้องเข้าร้านกิน กว่าจะได้กินก็ต้องรออีกนาน เราไม่อยากเรื่องมากเพราะเพื่อนทุกคนตอนนั้นก็หิวกันจริงๆ เลยต้องกินไส้กรอกเนื้อไปแบบจำยอม เรารู้สึกว่าต้องกินเพื่ออยู่ก็คราวนี้เอง

18/8/48

วันนี้ตื่นสายกันหมด เนื่องจากลืมตั้งนาฬิกาปลุก แล้วก็ไม่ได้ให้ทางโรงแรมเค้า wake up call ด้วย ตื่นกัน 9 โมงกว่าได้ รีบแต่งตัวและลงไปทานอาหารเช้าของโรงแรม ซึ่งจะปิดตอน 10 โมงเช้า ไปถึงอาหารก็แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว มีแต่ขนมปังปิ้ง คอนเฟลกกับนม แล้วก็กาแฟ เราก็อาศัยกินนมกับขนมปังเยอะให้พออิ่มท้อง

หลังจากกินเสร็จก็นั่งรถไฟใต้ดินไป Fifth Avenue เป็นถนนแห่งแฟชั่นแล้วก็ร้าน Brand หรูๆ ทั้งนั้น เพื่อนเราพาเข้าร้าน Gucci กับ หลุยส์วิตตอง เราก็ได้แต่ดู ไม่ได้ซื้อ แต่เพื่อนก็ไม่ได้ซื้อเหมือนกัน เพราะไม่มีแบบที่ชอบ

จากนั้นก็ไปขึ้นรถโค้ชที่ Port Authority Terminal เพื่อจะไป shopping ที่outlet Woodbury ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ที่ไปที่นี่ เพราะมีสินค้า brand มากมายหลายร้อยยี่ห้อให้เลือกซื้อในราคาโรงงาน outlet ที่นี่เค้าจัดร้านสวยดี แต่ละยี่ห้อก็จะมีร้านของตัวเองเป็นบ้านหลังเล็กสไตล์คันทรี่เรียงๆกันไป แล้วก็ตั้งอยู่กลางหุบเขาด้วย ค่อยบรรยากาศดีหน่อย ไม่อึดอัดเหมือนในเมืองนิวยอร์ก

 

พวกเราก็กินอาหารกลางวันที่ food center ของ Woodbury นี่แหละ มีร้านอาหารญี่ปุ่นด้วย เลยกินบะหมี่น้ำ ไม่กินแล้วพิซซ่า ขนมปัง เบื่อ

กินเสร็จต่างคนต่างแยกย้ายกันเดินตามร้านที่ตัวเองชอบ สุดท้ายเราได้นาฬิกาของ Seiko มาเรือนนึง แล้วก็ของ Timex มาอีก 2 เรือน ซื้อหลายเรือนเพราะมันถูกจริงๆ อย่าง timex นี่เรือนนึง 800 บาทได้ กะซื้อฝากพี่สาว อีกเรือนก็แค่ 500 บาท เป็นนาฬิกาสำหรับลุยๆ จะได้ไม่ต้องเสียดายมากหากมันเสีย ส่วนของ Seiko นี่แพงหน่อย 2 พันกว่า แต่เห็นลดราคา 30% ก็คิดว่าคงถูกแล้วล่ะ เราอยากได้นาฬิกาใหม่มานานแล้วเหมือนกัน ไม่ได้ซื้อมา 5 ปีได้แล้วมั๊ง นอกจากนาฬิกาก็ซื้อรองเท้า Nike มาคู่นึง แล้วก็ซื้อหนังสือกับปฎิทินภาพสวยๆมาชุดหนึ่ง กับกุญแจล๊อคกระเป๋าของ Samsonite

กว่าจะได้นี่ก็เดินกันถึงเย็นเลยนะ ส่วนเพื่อนก็ได้เสื้อผ้ากับนาฬิกาเหมือนกัน ช๊อปเสร็จก็กินอาหารเย็นที่ food center ที่เดิม ยังคงเลือกกินร้านเดิม คราวนี้กินข้าวกับไก่คาราเกะ อร่อยดี อาหารที่ food center ก็ใช่ว่าจะถูกนะ จานละ 10 เหรียญได้ คงไม่มีอาหารที่ไหนจะถูกเท่าเมืองไทยแล้วล่ะมั๊ง

หลังจากกินเสร็จก็นั่งรถอีกชั่วโมงนึงกว่าจะถึงนิวยอร์กซิตี้ พอถึงเราก็เดินไป Times Square

ชมแสงสียามค่ำคืนของนิวยอร์กกันอีกรอบ จากนั้นก็เดินกลับโรงแรม ใช้วิธีเดินเพื่อจะได้ผ่านถนนเส้นต่างๆเป็นการชมเมืองไปในตัว ซึ่งก็ไม่ไกลโรงแรมเท่าไหร่ อย่างถนน Broadway ก็จะได้เห็นว่ามันหน้าตาเป็นยังไง คือเป็นย่านโรงละคร โรงหนัง มีหลายโรงให้เลือกมาก ตอนแรกว่าจะดูละครเวที Broadway แต่เห็นราคาตั๋วแล้วเลยเปลี่ยนใจไม่ดู เพราะเรื่องนึงร้อยกว่าเหรียญหรือประมาณ 5000 บาทได้ ดูไปก็ไม่รู้จะฟังรู้เรื่องหรือเปล่าน่ะสิ อีกอย่างเวลาก็ไม่พอด้วยล่ะ เป็นอันประหยัดเงินไป

ถึงตอนสุดท้ายแล้วค่ะ http://aoynaja.exteen.com/20080602/canada-usa-trip-5

Comment

Comment:

Tweet

นิวยอร์ก เพื่อนรัก

#2 By tawatchai (118.173.242.216) on 2012-02-23 12:25

#1 By จิ๋ว (124.120.239.232) on 2010-10-20 14:44