Canada-USA Trip (3)

posted on 01 Jun 2008 23:31 by aoynaja in Foreign

15/8/48

เช้าวันต่อมา ออกไปถ่ายรูปตามถนนที่อยู่ใกล้ๆกับโรงแรมที่พัก แล้วก็ไปเดินเล่นชมวิวแม่น้ำ Saint-Laurent ที่แถวโรงแรม Chateau Frantenac อีกที เพราะเมื่อวานไปตอนเย็นมากแล้ว ไม่ค่อยมีแสง วันนี้กะจะไปถ่ายรูปเก็บวิวหน่อย เพราะอากาศดี ฟ้าใส สวยมากๆเลย ถ่ายรูปออกมาแล้วก็ได้วิวสวยสมใจจริงๆ

 

โรงแรม Chateau Frantenac

แม่น้ำ Saint-Laurent ยามเช้า

Terrase Dufferin

นกกับธงชาติแคนาดา และฟ้าสวยๆ ^^ 

กระรอกน้อยแถว Terrace

วันนี้ตามถนนไม่ค่อยมีคนมากมายอย่างเมื่อวานเย็นแล้ว เพราะวันนี้เป็นเช้าวันจันทร์ คนก็คงไปทำงานกันหมด มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ค้างคืนอย่างพวกเรามาเดินเล่นกันตั้งแต่ตอนเช้าขนาดนี้

 

เดินเสร็จก็ไปกินอาหารเช้าที่ร้านแถว Frantenac นั่นแหละ เป็นร้าน outdoor ของโรงแรมแห่งหนึ่งแถวนั้นเพื่อที่จะกินอาหารเช้าแล้วก็รับอากาศดีๆยามเช้าไปด้วยในตัว เรากินโยเกิร์ตบลูเบอรี่ กับครัวซอง อาหารฝรั่งเศสจริงจริ๊ง

 

ทานอาหารเสร็จ เดินกลับโรงแรมเก็บของแล้วก็เดินทางต่อไป Montreal ใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการเดินทาง ก็แวะทานอาหารกลางวัน ที่ร้าน A&W ที่อยู่ในปั๊มน้ำมันนั่นแหละ

 

พอถึง Montreal ก็ไปเก็บของที่โรงแรมที่พักที่ Best Western Ville Marie โรงแรมนี่อยู่บนถนน Peelก็เป็นย่านช๊อปปิ้ง แต่ยังไม่ได้ช๊อปตอนนี้หรอกนะ เก็บของเสร็จแล้วก็ขับรถไปเที่ยวที่ Parc du Mont Royal เป็น Park ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ อยู่บนภูเขา ก็จะมีคนไปออกกำลังกายกัน วิ่งบ้าง ขี่จักรยานบ้าง แล้วก็เป็นจุดชมวิวของเมืองมอนทรีออลด้วย จากจุดนี้สามารถมองเห็น Olympic Park ซึ่งมีหอเอนที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่กลางเมืองทีเดียว 

 

จากจุดชมวิว เราไปกันต่อที่โบสถ์ St.-Joseph’s

 

ได้แต่ดูอยู่ข้างนอก เพราะเย็นมากแล้ว เขาไม่ได้เปิดให้เข้าชม แต่จุดสำคัญของที่นี่ ไม่ใช่ข้างในโบสถ์ แต่อยู่ที่ยอดโดมข้างนอกต่างหาก เนื่องจากโดมที่นี่ถือว่าสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากโบสถ์ St. Peter’s Basilica ในกรุงโรม ที่โบสถ์นี่ยังคงอยู่บนเขา Mont Royal เราเลยได้เห็นวิวเมืองมอนทรีออลในมุมสูง และเป็นตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี เลยได้ชมวิวพระอาทิตย์ตกที่มอนทรีออลเป็นของแถม 

หลังจากนั้นก็ไปทานอาหารค่ำที่ในเมือง คราวนี้สุ่มร้านไปไม่ได้เลือกมาก่อนว่าจะต้องกินร้านไหนอย่างในควิเบก เห็นคนเยอะๆเป็นอันใช้ได้ ร้านที่เข้าไปนี่ตอนเข้าไปก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอาหารประเภทไหน เพราะเมนูหน้าร้านเป็นภาษาฝรั่งเศสหมด (ซึ่งเราไม่แปลกใจเพราะส่วนใหญ่คนที่นี่เค้าใช้ภาษาฝรั่งเศสกัน ป้ายตามถนนยังเป็นภาษาฝรั่งเศสเลย จากที่รู้มาคือเมืองมอนทรีออลเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดในโลกรองจากปารีสเชียวล่ะ)

พอเข้าไปในร้าน เค้ามีเมนูภาษาอังกฤษให้ ปรากฎว่าเป็นร้านอาหารกรีกค่ะ อาหารส่วนใหญ่เค้าจะประกอบด้วยใบมะกรูด ตะไคร้ หัวหอม ช่วยแก้เลี่ยนจากอาหารมื้ออื่นๆที่ผ่านมาได้พอสมควร เป็นมื้อแรกในทริปนี้ที่ได้กินอาหารทะเลน่ะ ก็มีกุ้ง ปลาหมึก หอยเชลล์ สดดี ส่วนบรรยากาศในร้านนั้นผิดกับร้านในควิเบกเมื่อคืนก่อนเลย ที่นี่คนในร้านจะพูดคุยหัวเราะกันเสียงดังลั่นร้านไปหมด ก็ดูสนุกสนานครื้นเครงไปอีกแบบ เจ้าของร้านที่เป็นพนักงานเสิร์ฟเองด้วย ก็อัธยาศัยดีมาก มาคอยถามว่าอาหารเป็นยังไงบ้าง มีชวนคุย ถามด้วยว่าพวกเรามาจากประเทศไหน ใช่คนจีนหรือเปล่า ฯลฯ อาหารกรีกนี่ไม่แพงเลยนะ ถ้าเทียบกับมื้ออื่นๆที่ผ่านมา ถือว่าถูกแล้ว ก็คนละประมาณ 600 บาทได้

 

อะไรๆที่เมืองนอกนี่มันแพงจริงๆ อาหารที่กินอย่างพวกฮอทดอก แฮมเบอร์เกอร์ ธรรมดาก็ร้อยกว่าบาทแล้ว ค่าน้ำเปล่าขวดเล็กก็ประมาณ 80 บาทได้ น้ำนี่แพงกว่าที่ฮ่องกงอีก เราว่าที่ฮ่องกงแพงแล้วนะ ฮ่องกงขวดละ 50 บาท แต่ที่นี่แพงกว่าอีก เวลาจ่ายเงินเลยห้ามคิดแปลงค่าเป็นเงินบาท ไม่งั้นมีหวังอดตาย เพราะจะไม่กล้าซื้ออะไรกินเลย

ทานอาหารเสร็จก็ขับรถชมเมืองยามราตรีกันรอบนึงก่อนกลับโรงแรม เมือง Montreal ที่มานี่ถือว่าเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของแคนาดาเลยนะ ใหญ่กว่า Ottawa ที่เป็นเมืองหลวงซะอีก มาที่นี่เลยได้บรรยากาศของความเป็นเมืองใหญ่ ตึกสูงเต็มไปหมด ถนนใหญ่ แต่ถึงยังไงจำนวนรถกับคนเค้าก็ยังไม่หนาแน่นเท่ากรุงเทพของเราอยู่ดี ถือได้ว่าเป็นประเทศที่คนน้อยจริงๆ

 

16/8/48

วันนี้เพื่อนเอารถเช่าไปคืนตั้งแต่เช้า เพราะไม่ต้องใช้รถแล้ว เราจะเดินทางในเมืองกันด้วยรถไฟใต้ดิน ที่แสนจะสะดวกสบาย

มอนทรีออลขึ้นชื่อในเรื่องของความเป็นเมืองใต้ดิน (Underground city) เนื่องด้วยที่พัก ออฟฟิส มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร โรงแรม ช๊อปปิ้งคอมเพลกซ์ ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วยรถไฟใต้ดิน เค้าเล่ากันว่าในช่วงฤดูหนาว เมืองใต้ดินช่วยให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไปทำงาน เที่ยวเล่น หรือซื้อของในเมืองโดยไม่ต้องย่างเท้าขึ้นมาเหยียบบนพื้นดินข้างนอกเลย

ยามเช้าของเมือง Montreal ที่เห็นคือวิวมองจากหน้าต่างโรงแรม

วันนี้เราจะไปเที่ยวเขตเมืองเก่าของมอนทรีออลกัน ก่อนไปแวะกินอาหารเช้าที่อยู่แถวโรงแรมพอดี ชื่อร้านBen’s เป็นร้านขาย Bagel และอาหารจำพวกเบอร์เกอร์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเลยนะ ในร้านเค้าก็จะมีประดับรูปคนดังในสมัยก่อนที่เคยมากินที่ร้านนี้ มีเป็นร้อยรูปได้มั๊ง เราก็ไม่รู้จักหรอกนะว่าใครเป็นใคร ดังแค่ไหน แต่ร้านดูเก่าสมอายุ ทั้งร้านมีแต่คนเสิร์ฟที่เป็นคุณลุงแก่ๆอีก ช่างเข้ากับร้านซะจริง เราไม่ได้กิน Bagel หรอก เพื่อนเราชอบ Bagel มาก แต่เราเฉยๆ เพราะเราว่าถึงจะอร่อยแค่ไหน มันก็ยังเหนียวอยู่ดี เลยสั่งขนมปังปิ้งธรรมดากับเบคอนกินแทน

 

กินเสร็จก็นั่งรถไฟใต้ดินไปเขตเมืองเก่าที่เป็นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญของมอนทรีออล เค้าว่ากันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการชมเมืองเก่าของมอนทรีออลคือการเดิน ซึ่งก็เดินได้จริงๆ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ สามารถเดินได้สบาย

เราเริ่มจากโบสถ์ Basilique Notre-Dame De Montreal ที่ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดในเมืองและใหญ่ที่สุดใน North America

 

เข้าไปในโบสถ์แล้วสวยงามมากจริงๆ เป็นไฮไลต์ของเมืองนี้เลยก็ว่าได้

เราใช้เวลานั่งชมและถ่ายรูปในโบสถ์อยู่เกือบชั่วโมง ก็เดินต่อไปที่จัตุรัสคาร์เทียร์ที่นี่เป็นศูนย์รวมการท่องเที่ยว มีคาเฟ่ ศิลปินอิสระ วนิพก แผงลอย ร้านดอกไม้ ฯลฯ เป็นสีสันของเมืองจริงๆ

 

เราก็พักกินอาหารกลางวันที่ร้านริมทางที่ตรงจัตุรัสนี้ด้วย คราวนี้กินอาหารอิตาลี ก็มีลาซานญ่า พิซซ่า สลัดผักปลาแซลมอน อร่อยดี

 

ทานเสร็จก็เดินกันต่อไป มาถึงโบสถ์ Notre-Dame-de-Bonsecours

 

เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้ สร้างในปีค.ศ. 1657 โดยแม่ชี Marguerite Bourgeoys ที่ถือว่าเป็นครูคนแรกในเมือง Montreal โบสถ์นี้ถือว่าเป็นโบสถ์ที่พวกกะลาสีเรือถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาจะมาสักการะเพื่อความปลอดภัยในการประกอบอาชีพของตน ปัจจุบันตัวโบสถ์เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับแม่ชีองค์นั้น เราได้เข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์นี้ด้วย เค้าจะมีตุ๊กตาจำลองภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับแม่ชีแล้วก็ชาวเมืองในสมัยนั้น นอกจากนั้นยังมีเล่าเรื่องราวด้วยภาพ 3 มิติด้วยนะ เหมือนภาพเหตุการ์ณจริงมาก เพื่อนเราบอกว่าดูแล้วเหมือนภาพวิญญานเลย เแต่เราว่าก็ดูขลังดีนะ รู้สึกเหมือนตัวเองได้เข้าไปอยู่ในเหตุการ์ณสมัยนั้นจริงๆเลย เอาล่ะ ตอนนี้กลับออกมาสู่โลกปัจจุบันกันได้แล้ว

ออกจากโบสถ์แล้วก็เดินกลับไปที่ย่านจัตุรัสคาร์เทียร์อีกครั้งนึง เพื่อจะไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับสู่ตัวเมือง ตอนนี้ก็ไปช๊อปปิ้งละ ที่ย่านถนน Catherine จำชื่อห้างไม่ได้เพราะว่ามีหลายห้างมากเลย สามารถเดินเชื่อมต่อกันได้ที่ใต้ดินนั่นแหละ เดินไปเดินมา แต่เราซื้ออะไรไม่ได้เลยนอกจากโปสการ์ดแผ่นเดียว กับช๊อคโกแลตอีกนิดหน่อย เพราะว่าอย่างพวกเสื้อผ้าเนี่ย แบบมันสไตล์ฝรั่งตัวใหญ่ใส่ หรือไม่ก็ดูเป็นชุดกรุยกราย สีสันฉูดฉาด ชนิดที่ว่า ถ้าใส่ที่เมืองไทย คงจะถูกมองเป็นตัวประหลาดแน่ๆ ส่วนอย่างอื่นพวกกระเป๋า รองเท้า ก็ราคาแพงจนคิดว่าไม่คุ้มที่จะซื้อน่ะ

ออกจากห้างใหญ่แล้วเลยนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปแถว McGill University ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยที่เพื่อนเคยมาเรียนโทกฎหมายที่นี่ ก็แค่เดินผ่านๆ ไม่ได้เข้าไปข้างในหรอกนะ แถวนั้นก็จะมีบ้านพักนักศึกษาอยู่ด้วย เราเดินไปตามถนน Prince Arthur ชมอาคารบ้านเรือนเค้าไปเรื่อยๆ ก็เล็กๆ น่ารัก เงียบสงบดี

 

ระหว่างทางก็แวะ shopping ที่ซุปเปอร์มาร์เกตเพื่อซื้อขนมของฝากที่บ้านแล้วก็เพื่อนๆน้องๆที่ทำงานด้วย
เสร็จแล้วก็เดินต่อไปเพื่อจะไปกินอาหารค่ำกัน เดินไปจนถึง Saint-Louis Square

คล้ายๆย่านอาร์ซีเอบ้านเรานั่นล่ะ มีผับ ร้านอาหาร เพียบ ได้เห็นเด็กวัยรุ่นที่ยืนเข้าแถวยาวรอเวลาผับเปิด ดูเป็นระเบียบดีจัง เราก็เดินเลือกร้านอาหารกันไปสุดท้ายมาจบที่ร้านฟองดู เพราะเพื่อนอยากกินฟองดู เราก็ไม่เคยกินมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้กิน ก็เหมือนจิ้มจุ่มบ้านเรานั่นแหละนะ

 

ร้านนี้ไม่มีเปิดเพลงคลอไปด้วยอย่างร้านอื่นๆ คงเพราะอาศัยว่าร้านข้างๆเปิดเพลงกันดังอยู่แล้วล่ะมั๊ง แต่เพลงที่ร้านอื่นเปิดนี่เพราะดีนะ เป็นเพลงฟังสบายๆ ไม่ใช่เพลงแรพหรือRock ที่ฟังแล้วหนวกหูน่ะ

ทานอาหารเสร็จก็ขึ้นรถไฟใต้ดินกลับโรงแรม จบไปอีกหนึ่งวัน

ไปกันต่อตอนที่ 4 นะคะ http://aoynaja.exteen.com/20080602/canada-usa-trip-4

 

Comment

Comment:

Tweet

Ah ~~~~~~ ^ ^!!!!!

GooooooooooooooooooooooooooooD

#2 By FlourZ (125.27.69.88) on 2008-08-30 19:03

ไปเที่ยวมาที่เดียวกันเลยครับ confused smile

#1 By manop on 2008-06-15 16:35