Canada-USA Trip (2)

posted on 01 Jun 2008 15:37 by aoynaja in Foreign

13/8/48

ออกจากโรงแรมตั้งแต่ 8 โมงเช้าเพื่อเดินทางสู่เมือง Toronto ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึง CN Tower ขึ้นหอคอยกันอีกแล้วค่ะ แต่เป็นที่น่าภูมิใจอีกนั่นแหละที่ได้ขึ้นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในเจ็ดของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยนะ

คราวนี้ถือว่าเราได้มาเจอสิ่งมหัศจรรย์ของโลกถึง 2 อย่างเชียวนะ อย่างแรกก็คือ น้ำตกไนแองการ่าไงล่ะ อย่างที่สองก็คือที่นี่ ปลื้มจริงๆ

ก็ขึ้นไปทัวร์ครบทุกอย่างของหอคอย ทั้งดูวิว- เหยียบพื้นกระจกท้าความเสียวในความสูง-นั่งรถ simulator-ดูหนังประวัติการสร้างหอคอย ค่าทัวร์หอคอยรวมแล้วก็ประมาณ 1 พันบาท ก็โอเคล่ะนะ กว่าเค้าจะสร้างได้ขนาดนี้ น่ามหัศจรรย์จริงๆ
 

 

ยืนบนกระจกท้าความสูง

วิวที่เห็นจากบน CN 

วิวเมือง Toronto ที่มองจาก CN

ทัวร์เสร็จก็กินอาหารกันที่ food center ใน tower นั่นแหละ ความจริงเค้าก็มี revolving restaurantเหมือนกันนะ แต่จะให้กินแพงๆติดกันทุกมื้อก็ไม่ไหวเหมือนกัน เปลี่ยนบรรยากาศมากินพิซซ่าธรรมดาดีกว่า ก็อร่อยดี อ้อ ได้กิน Bagel ด้วยนะ(ขนมปังเหนียวๆรูปร่างเหมือนโดนัทน่ะ) เท่าที่สังเกตุ ทุก food center จะมีสองอย่างนี่ขาย คือพิซซ่ากับ Bagel อาจจะเป็นอาหารหลักของเค้าก็ได้มั๊ง

กินเสร็จราวเที่ยงก็เดินทางต่อไป คราวนี้นั่งรถนานหน่อย ต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าจะถึงเมือง Ottawa แต่ระหว่างทางเรามีแวะที่เมือง Kingston ด้วย เป็นเมืองท่าตากอากาศ น่ารักๆ สวยดี ได้กินไอติม homemade ของเค้าด้วย อร่อยมาก เนื้อไอติมเหนียวนุ่ม หวานมันละมุนละไมจริงๆ ร้านไอติมนี้ชื่อ white mountain คนเข้าคิวซื้อกันยาวทีเดียว สงสัยจะดัง

รูปร้านไอติมที่บอก ถ่ายรูปจากในรถ เลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ 

กินไอติมเสร็จก็เดินเล่นชมวิว สูดอากาศริมทะเล ลมเย็นๆ สดชื่นมาก

รถบรรทุกสีสันสวยสด

อีกมุมนึงของเมือง Kingston

เสร็จแล้วก็นั่งรถต่อไป Ottawa กว่าจะถึงก็ค่ำพอดี เข้าพักที่โรงแรม RADISSON HOTEL OTTAWA PARLIAMENT HILL พอ check-in เสร็จแล้วก็เดินไป Parliament Hill หรือ รัฐสภานั่นเอง (ลืมบอกว่า Ottawa เป็นเมืองหลวงของแคนาดาน่ะ) เพื่อชม sound and light show งานนี้ฟรี ไม่เสียตัง ก่อนเข้าชมก็ซื้อฮอทดอกที่ขายอยู่แถวนั้นไปกินด้วย เป็นอาหารค่ำสำหรับวันนี้ เอ๊ะ ช่างต่างจากคืนวันก่อนซะจริงๆ เมื่อวานยัง dinner บนหอคอยอยู่เลย วันนี้มานั่งกัดขนมปังไส้กรอกอยู่บนอัฒจรรย์ที่อยู่บนสนามหญ้าซะแล้ว แต่ก็รู้สึกดีนะ เพราะกินไปด้วย ชมการแสดงไปด้วย ลมพัดเย็นนิดๆได้อารมณ์ดีจริงๆ

การแสดงของเค้าก็คือการยิงแสงเลเซอร์ไปบนอาคารรัฐสภาให้เกิดภาพนั่นเอง แล้วก็มีดนตรีกับเสียงพากย์ประกอบ คล้ายกับฉายหนังนั่นแหละ ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแคนาดาในมุมต่างๆ แสดงถึงประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม ประเพณีทั้งหลาย ประมาณนี้ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศให้คนอื่นได้เห็น ได้รู้จักแคนาดามากขึ้นมาอีกหน่อย เราก็ฟังคำบรรยายออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ไม่ได้ฟังบ้าง เพราะมัวแต่ถ่ายรูปนั่นแหละ แหะ แหะ แต่ต้องถ่ายแบบแอบๆนะ เพราะกลัวแสงจากหน้าจอ LCD ของกล้องจะไปรบกวนคนอื่นๆที่เค้านั่งชมกันอย่างเงียบสงบในความมืดน่ะสิ ไม่มีใครรอบข้างเราเค้าเอากล้องขึ้นมาถ่ายซักกะคน เลยต้องถ่ายแบบไม่ดูจอ LCD แต่ใช้ดูจาก viewfinder(ช่องมอง)แทน ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เป็นอันจบการแสดง เดินกลับโรงแรม

Sound and Light Show ที่ Parliament Hill

 

ตอนกลางคืนที่เมืองนี้ คนน้อยมากเลย ตามถนนที่เราเดินนี่แทบไม่เจอคน ไม่รู้คนหายไปไหนกันหมด รถบนถนนก็น้อย นี่ใช่เมืองหลวงหรือเปล่านี่ อ้อ รู้แล้วล่ะ วันนี้เป็นคืนวันเสาร์นี่เอง ย่านที่เราเดินผ่านก็เป็นตึก office ซะส่วนใหญ่ ซึ่งก็คงจะไม่เปิดทำการวันนี้ อีกอย่างตอนนั้นก็ดึกพอสมควร ประมาณ 4 ทุ่มกว่า คนเค้าคงเข้านอนกันหมดแล้วก็ไม่รู้สิ

เข้าที่พักเสร็จ ก็อาบน้ำ นอน ไม่ทันได้ใช้ facilities ทั้งหลายในห้องเลย

ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องครัว ประมาณห้องสูทน่ะ แต่ราคาห้องยังถูกกว่าโรงแรมที่ไนแองการ่าซะอีก ทั้งที่ห้องใหญ่กว่าหลายเท่าตัว คงเป็นเพราะ Ottawa ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่ดังขนาดไนแองการ่าน่ะ

14/8/48

ตื่นเช้ามา ไปกินอาหารเช้าที่ผับแห่งนึง อ่านไม่ผิดหรอก ผับจริงๆ เพราะกลางคืนเป็นผับ แต่ตอนเช้าเค้าขายอาหารเช้าด้วย ช่างใช้พื้นที่คุ้มจริงๆ แต่ถึงจะเป็นผับ เค้าก็ทำอาหารเช้าได้อร่อยนะ ตอนเข้าไปยังไม่แน่ใจว่าจะดีหรือเปล่า เพราะไม่มีคนเลย พวกเราเป็นแขกโต๊ะแรกของร้าน แต่นั่งๆไปก็มีลูกค้าทยอยมาเรื่อยๆ ก็โอเคน่ะ

 

กินเสร็จก็เดินไป Parliament อีกแล้ว เพราะเมื่อคืนไม่ทันได้เห็นอะไร มันมืดๆ วันนี้ไปดูอีกทีตอนสว่าง ใหญ่โตเก่าแก่สวยงามจริงๆ

 

ได้ไปดูตอนทหารเค้าเปลี่ยนเวรด้วย (เค้าเรียกว่า changing of the guard)

 

แล้วก็เดินไปหลัง Parliament ซึ่งจะเห็นแม่น้ำ Ottawa วิวสวยดี

 

รูปแบบซูมใกล้เข้ามาอีกนิด

นั่งกินลมชมวิว ถ่ายรูป อยู่พักนึง ก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางกลับก็ถ่ายรูปการจราจรของที่นี่สักหน่อย นี่เลย อย่างรูปนี้ ไม่เคยเห็นที่บ้านเรา

สัญญาณไฟเขียวของเค้าคือรูปคนเดิน น่ารักดี

 

ส่วนนี่สัญญาณไฟแดง คือรูปมือห้าม 

อ้อ ที่บอกว่าสัญญาณไฟเขียว ไฟแดงนั่น คือสัญญาณสำหรับคนข้ามถนนนะจ๊ะ ไม่ใช่สำหรับรถน่ะ

เดินจนถึงโรงแรมก็เก็บของเตรียมออกเดินทางต่อไปสู่เมือง Quebec

จาก Ottawa ไป Quebec ก็ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงได้ มีแวะกินอาหารกลางวันที่ปั๊มน้ำมันระหว่างทาง เป็น fast food แบบ McDonald ก็อร่อย สะอาด สะดวก ใช้ได้เลย

นั่งรถคราวนี้ ดูเหมือนจะนาน ตอนแรกคิดว่าจะได้นอนซะหน่อย เพราะไม่ใช่คนขับ แต่ก็แทบจะไม่ได้นอนอยู่ดี เพราะต้องช่วยกันดูทาง ดูแผนที่ สนุกไปอีกแบบ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยนานเท่าไหร่

แป๊บเดียวก็ถึงเมือง quebec แล้ว ตอนเข้าสู่เมืองควิเบกรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เพราะผู้คนมากมาย นักท่องเที่ยวเดินกันเต็มถนน บ้านเรือนร้านค้าก็สวยงามคลาสสิค สีสันสวยสดใส สมกับที่ได้ยินมาว่า Quebec City เป็น “lovely city” ด้วยบ้านเรือนโบสถ์เก่าแก่สร้างด้วยหิน สถาปัตยกรรมสไตล์ยูโรเปียน เป็นแหล่งเริ่มต้นของอารยธรรมฝรั่งเศสในทวีปอเมริกา และได้รับการขานชื่อจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเลยนะ

ก่อนอื่นก็เข้าที่พักก่อน เราพักที่ Hotel Jardin Ste-Anne เป็นโรงแรมเก่า แต่ตกแต่งใหม่ ได้บรรยากาศควิเบกแท้ๆ

 

หลังจากนั้นก็นั่งรถชมวิวรอบเมืองก่อนจะเอารถไปจอดที่ลานจอดรถใต้ดิน

แล้วค่อยลงเดินไปชมวิวยามเย็นของโรงแรม chateau Frantenac ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของควิเบก เป็นโรงแรมที่ตกแต่งเหมือนปราสาทและเก่าแก่มากเพราะสร้างตั้งแต่ปี 1893 หน้าโรงแรมมองออกไปจะเห็นวิวแม่น้ำ Saint-Laurent

บริเวณนี้เค้าจะเรียกว่า Terrase Dufferin เป็นจุดไฮไลท์ของเมืองควิเบก ที่ใครมาก็ต้องมาเยี่ยมชม ตอนที่ไปนี่ก็มีรถทัวร์ขนนั่งท่องเที่ยวมาเต็มไปหมด บรรยากาศดูครึกครื้นจริงๆ ตามตรอกซอกซอยก็จะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย มีซอยนึงจะเป็นซอยที่มีขายภาพพิมพ์ ภาพวาด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นวิวในเมืองควิเบกนี่แหละ สวยจริงๆ แต่ราคาก็แพงมากทีเดียว รูปเล็กสุดยังประมาณ 1,000 บาทได้เลย งานศิลปะ handmade ก็แพงแบบนี้แหละ เราเลยได้แต่มองแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ (เค้าไม่ห้ามถ่ายรูปน่ะ เลยกล้าถ่าย) ไม่ได้ซื้อกลับมา แต่เพื่อนเราเค้าชอบมาก ลงทุนซื้อมาหลายรูป

พอเดินเล่นเสร็จก็ไปกินอาหารค่ำ เราไปกินที่ร้านดังของควิเบกเลยชื่อ“ Restaurant Aux Anciens Canadiens”

 

ซึ่งเค้าโฆษณาว่าเป็น The taste of real Quebec cuisine อาหารแบบ quebec แท้ๆ คือซุปถั่ว พายเนื้อ มีทบอล ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำจากเนื้อวัวทั้งสิ้น เราเลยกินไม่ได้ แต่เค้าก็มีเมนูที่ไม่ใช่อาหาร quebec ด้วย เราเลยกินพายไส้ปลาแซลมอนแทนที่จะเป็นพายเนื้อ

 

ส่วนเพื่อนกินเนื้อได้ เลยลองกินอาหารแบบควิเบกดู เห็นบ่นว่าไม่ค่อยอร่อย ของเราอร่อยกว่า (ที่รู้เพราะแบ่งกันชิม เราชิมของเพื่อน เพื่อนชิมของเรา ประมาณนั้น) อาหารมื้อนี้จบที่ของหวานคือ พายราดน้ำเชื่อมเมเปิ้ล มาควิเบกต้องห้ามพลาดที่จะกินน้ำเชื่อมเมเปิ้ลนะ เพราะควิเบกได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตน้ำเชื่อมเมเปิ้ลแหล่งใหญ่ที่สุดและอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลย

ขอเล่าบรรยากาศในร้านนี้หน่อย ประทับใจมาก เพราะว่าบรรยากาศแสนจะฝรั่งเศสคลาสสิคย้อนยุคมากๆ ไม่ว่าจะการตกแต่งร้าน มีเปิดเพลงบรรเลงไวโอลินเบาๆ คนในร้านก็กินอาหารกันอย่างเงียบๆ ดูผู้ดี๊ ผู้ดีฝรั่งเศสจริงๆ ส่วนราคาก็หรูตามสถานที่ไปด้วย แพงไม่แพ้กับที่กินบนหอคอยที่ไนแองการ่าเลยล่ะ

 

 

วิวที่มองเห็นจากหน้าต่างร้านอาหาร เบื้องหน้าคือโรงแรม Chateau Frantenac ยามค่ำคืน

ทานอาหารเสร็จก็เกือบห้าทุ่ม เดินกลับโรงแรม ตามถนนตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีคนแล้ว แต่ยังมีรถม้ารับจ้างวิ่งไปตามถนนบ้างอยู่ประปราย อากาศกำลังเย็นชื้นเลย มีลมหน่อยๆ อากาศที่ควิเบกเย็นกว่าเมืองอื่นที่ไปมา เพราะควิเบกจะค่อนไปทางเหนือของแคนาดา อยู่เหนือสุดของทุกเมืองที่เราไปมา ดูข่าวพยากรณ์อากาศมา เค้าว่าอุณหภูมิต่ำสุดช่วง summer ที่เรามานี่ก็ 15 องศาได้ คงเป็นตอนเช้ามืดที่เรายังนอนอยู่ในโรงแรม เลยไม่ได้สัมผัสความหนาวเย็นขนาดนั้นได้

อ้อ พูดถึงเรื่องรถม้าซักหน่อย ถนนหนทางในควิเบกมีรถม้าพอๆกับรถยนต์เลยนะ ก็มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้นั่งชมรอบเมืองนั่นแหละ แต่เราไม่ได้นั่ง คาดว่าจะแพง ใช้วิธีเดินสะดวกกว่า เพราะเมืองก็เล็กนิดเดียว แต่เห็นคนขี่ม้าเค้าจะคอยบรรยายให้คนนั่งฟังไปด้วยนะว่าที่ไหนเป็นอะไร มีหยุดจอดเป็นระยะๆ เรียกได้ว่าเป็นรถม้านำเที่ยวได้เลย เราเดินไปทางไหนก็จะเห็นรถม้าตามถนน แล้วก็ได้กลิ่นสาบม้าไปตลอดทางจริงๆ

ต่อตอนที่ 3 ค่ะ  http://aoynaja.exteen.com/20080601/canada-usa-trip-3

Comment

Comment:

Tweet

สวยมากๆค่ะ

ถ่ายรูปเก่งจัง

อยากไปเที่ยวแบบนี้จังเยยbig smile

#3 By oOOWunWanOOo (114.128.22.125) on 2009-01-25 15:58

มีต่อภาค 4 ไม๊คะ
ชื่นชมว่าภาพสวย เมืองสวย
อาหารก้อดูน่าทาน
ดูแล้ว ท้องร้องทันที เลยค่ะ

#2 By Nokontherock on 2008-06-02 16:02

น่าไปจังเลยค่ะ cry
อยากมีโอกาสได้ไปสักครั้ง

#1 By Melancholic Me * on 2008-06-02 00:09