Canada-USA Trip (1)

posted on 01 Jun 2008 01:45 by aoynaja in Foreign

ขอย้อนอดีตนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่สักหน่อย....

มีโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ไปเมืองนอกนานนับสัปดาห์ คือได้ไปเที่ยวอเมริกากับแคนาดาเมื่อวันที่ 11-21 สิงหาคม 2548

เนื่องด้วยเรื่องราวเยอะเหลือเกิน รูปก็เพียบ เลยแบ่งเป็นตอนๆ เพื่อความสะดวกในการอ่านและติดตาม

ค่อยๆดู ค่อยๆ อ่านกันไป ถ้ามีเวลาว่างพอนะ ขอย้ำว่า ถ้าว่างพอ เพราะเรื่องมันยาววววว จริงๆ

ใครพร้อมแล้วก็เชิญร่วมทริปไปกับเราได้เลยจ้า

วันแรก >>

11/8/48

เครื่องบินออกจากสนามบินกรุงเทพเวลา 7 โมงเช้าโดยสายการบิน United Airline
นั่งเครื่องไปได้ 6 ชั่วโมงจนถึงบ่าย 3 โมง (เวลาของญี่ปุ่น—เร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง) แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะ รอประมาณ 1 ชั่วโมงก็เดินทางต่อไป Chicago
คราวนี้นั่งนอนยาวไปเลยประมาณ 13 ชั่วโมง กว่าจะถึง Chicago ก็บ่าย 3 โมง (เวลา USA—ช้ากว่าเมืองไทย 12 ชั่วโมง) เครื่องบิน delay ไปครึ่งชั่วโมง เลยพลาดเครื่องบินที่จะต่อไป Buffalo ตามกำหนดการเดิม เครื่องจะออกจากชิคาโก้ไปบัฟฟาโล่เวลา 15.50 ตอนแรกคิดว่าจะไปทัน แต่กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (immigration) แล้วยังต้อง load กระเป๋าลง แล้ว load ขึ้นเครื่องใหม่อีก ก็เสียเวลาแล้ว

ตอนผ่านด่านตรวจไม่นานเท่าไหร่ ถูกถาม 2-3 คำถาม ที่จำได้คือ

Will you visit anyone here?

Do you know anyone in US?

แล้วก็ What’s your purpose for your trip?

จากนั้นก็เสร็จ

แต่ตอน load กระเป๋าลงนี่สิ เจ้ากรรมสายพานลำเลียงกระเป๋าก็ดันมาเสียซะอีก ต้องรออีกหลายนาที กว่าจะได้เอากระเป๋า ก็อ่านะ คนยิ่งรีบๆอยู่ เหมือนแกล้งกันเลย พอได้กระเป๋าก็วิ่งๆๆไป load กระเป๋าขึ้น จากนั้นก็ต้องไปที่ gate ซึ่งอยู่กันคนละอาคารอีก ต้องนั่งรถไฟฟ้าในสนามบินต่อ จากนั้นก็วิ่งๆๆจนถึง gate แต่ก็..ช้าไปอ๋อย.. ปรากฎว่าช้าไป 5 นาทีเท่านั้นเอง สายการบินนี่ตรงเวลาจริงๆ ไม่มีการรอใครทั้งนั้น อุตส่าห์วิ่งแทบตาย ขอบอกว่าแทบตายจริงๆ ไม่เคยวิ่งไกลขนาดนี้แถมถือกระเป๋าหิ้วหนักอีกต่างหาก เราก็เจอกับเพื่อนที่ gate นี้แหละ (เพื่อนเรามาเรียนที่ชิคาโก้ พอจบคอร์สก็เลยไปเที่ยวกันต่อเลย นี่ก็เป็นแผนที่วางกันไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นแผนระยะยาวจริงๆ)

ต่อๆ.. เนื่องจากสายการบินเป็นฝ่าย delay เอง ไม่ใช่ความผิดของเรา ก็เลยไม่เสียค่าธรรมเนียมอะไร ก็รอ flight ต่อไป โชคดีที่มีหลายเที่ยวบินไป buffalo เลยรออีก 3 ชั่วโมง ก็ได้ไปแล้ว ดีกว่าต้องอยู่ข้ามคืนแล้วกันน่ะ เลยเดินเล่นแล้วก็ทานข้าว เอ๊ยไม่ใช่ข้าวสิ แต่เป็นพิซซ่าต่างหาก จากนั้นก็รอแป๊บนึง ก็ได้ขึ้นเครื่องแล้ว

อ้อพูดถึงตอนนั่งรอเครื่อง เราเจอมิสทีนแคนาดาด้วย ที่รู้เพราะเธอมีสายสะพายพาดตัวอยู่ด้วย ระบุชัดว่า Miss Teen Canada เจอกันตั้งแต่สนามบินนาริตะ อยู่ข้างหลังเราเลยตอนต่อแถวจะขึ้นเครื่อง แล้วพอตอนรอเครื่องที่ชิคาโก้ ก็ยังมานั่งเก้าอี้ติดกับเราอีก อะไรจะดวงสมพงศ์กันขนาดนั้นก็ไม่รู้สิเนี่ย แต่เธอก็ไม่ได้สวยเท่าไหร่นะ เราว่าผิวเค้าไม่ค่อยสวยน่ะ ตกกระเยอะไปหน่อย แอร์โฮสเตสสาวชาวญี่ปุ่นบนเครื่องบินยังสวยน่ารักซะกว่า น่ารักจริงๆนะ ผิวขาวเนียน ตาโต อย่างกะนางเอกหนังเกาหลี full house อย่างนั้นเลย ประทับใจแอร์น่ะ

ว่าแล้วก็พูดถึงบนเครื่องบินซะหน่อย
ไม่ค่อยได้นอนยาวติดกันเท่าไหร่ เพราะเธอเล่นปลุกมากินอาหารทุก 3 ชั่วโมงเลย สลับกันระหว่างมื้อหลักกับมื้ออาหารว่าง (อาหารว่างนี่มิใช่น้อยเลยนะ อย่างอิ่มเลยล่ะ ก็ถั่วถุงนึง ช๊อคโกแลต กล้วยหอมแช่แข็งลูกโตแล้วก็แซนวิช ประมาณนี้ ) เรียกได้ว่านั่งเป็นหลับ ขยับเป็นต้องกิน
สายการบินที่มานี่ขอบอกว่าแพงกว่าสายอื่น แต่เครื่องบินนี่ไม่ hi-tech เอาซะเลย จอทีวีส่วนตัวก็ไม่มี
เราเคยบินไปฮ่องกง ของคาเธ่ย์ กับสิงคโปร์ ยังมีเลย นี่สายการบินใหญ่ บินก็นาน กลับไม่มี
เลยต้องใช้วิธีอ่านหนังสือแทน แต่อ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็ง่วงแล้ว

สรุปว่ากิจกรรมบนเครื่องบินส่วนใหญ่คือการนอนกับกินนั่นเอง

เอ้า ลากยาวไปไหนแล้วนี่ อ๋อ ถึงตอนเครื่องออกจากชิคาโก้แล้วสินะ ก็ยังไม่ได้ออกซะทีเดียว
ขึ้นเครื่องเสร็จต้องนั่งรอในเครื่องอีกตั้งชั่วโมง
เครื่องขึ้นไม่ได้เนื่องจากมีพายุที่เมืองไหนซะแห่งนี่แหละ จำไม่ได้แล้ว
ทำให้ตารางเวลาของเครื่องเราเลยต้องเลื่อนไปด้วย เลยต้องรอๆๆ จนได้เวลาออก ก็ค่อยถอนหายใจได้ว่าเอ้อ จะได้ไปกันซะทีสินะ ทำไมการเดินทางคราวนี้มันต้องรออะไรขนาดนี้เนี่ย

กว่าจะถึง buffalo ก็สี่ทุ่ม ใช้เวลา 2 ชั่วโมงจากชิคาโก้ สรุปว่าตั้งแต่กรุงเทพกว่าจะถึง buffalo USA
ก็ช้ากว่ากำหนดการเดิมไป 4 ชั่วโมง ดีที่เลือกโรงแรมอยู่ใกล้สนามบินสุดๆ แค่ 10 นาทีก็ถึงแล้ว
เราพักที่โรงแรม Millennium Airport Hotel Buffalo ก็นั่ง taxi จากสนามบินไป หัองพักที่โรงแรมนี่ก็สวยดี ใหญ่จริงๆ ห้องน้ำก็กว้างมาก มีระเบียงห้องด้วย วิวมองออกไปก็เจอสระว่ายน้ำเลย

 

วิวนี้เลย แต่ก็ได้แต่มองเพราะคงไม่มีโอกาสได้ใช้ facilities ของโรงแรมนัก นอกจากเตียงนอนนั่นเอง กว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่ง แต่ไม่นึกว่าดึกมาก เพราะจะคอยคิดอยู่ตลอดว่าถ้าเป็นที่เมืองไทยนี่มันกี่โมงกันน้อ ตอนนี้ก็แค่บ่ายโมงเท่านั้นเองสิเนี่ย แต่เราก็หลับได้แหละ เพราะว่าเหนื่อยจากการเดินทางมากๆเลย หลับสนิทจนถึงเช้า

12/8/48
 

ตอนเช้า ก็ออกไปหาอาหารทานแถวโรงแรม เลยถือโอกาสถ่ายรูปโรงแรมซะเลย บรรยากาศรอบๆดูเงียบสงบดี 

 

อาหารเช้ามื้อแรกในอเมริกาที่ร้านโดนัท Krispy Kreme

เห็นเพื่อนบอกว่าเป็นร้านดังของเมกาเลยนะ ก็อร่อยดี อร่อยกว่าโดนัททุกที่ที่เราเคยกินจริงๆ

จากนั้นก็นั่งรถ shuttle bus ของโรงแรมกลับไปสนามบิน buffalo เพื่อไปรับรถเช่า เราใช้รถของ Alamo เช่าทั้งหมด 5 วัน ค่าเช่าแพงมาก ประมาณวันละหมื่นกว่าบาท เพราะรับรถที่ US แต่คืนรถที่ Canada เป็นรถขนาด 7 ที่นั่ง มี 3 ตอน รถใหญ่ นั่งสบายมาก สาเหตุที่ต้องเอาคันใหญ่เพราะว่ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาก ไปกัน 3 คน แต่มีคนละ 2 กระเป๋าได้ ใบใหญ่ใบนึง ใบเล็กใบนึง ที่นั่งแถวหลังเอาไว้วางกระเป๋า ก็เต็มพอดี

รับรถเสร็จก็กลับโรงแรมไปเก็บกระเป๋า แล้วก็ออกเดินทางไปสู่ตัวเมือง Buffalo ไปกินอาหารกลางวันที่ร้าน Anchor Bar & Restaurant

ร้านนี้เป็นร้านต้นตำรับของคำว่า “Buffalo Wings” เลยนะ อย่าเข้าใจผิดว่าอะไรกัน ควายมีปีกด้วยเหรอ ไม่ช่าย ไม่ช่าย จริงๆก็คือ ปีกไก่บาร์บีคิวนั่นเอง ใครเคยสั่งพิซซ่ามากิน คงเคยได้ยินเมนูนี้มาบ้าง หน้าตาก็อย่างที่เห็นนี่เลย

ส่วนเรื่องที่มาของร้านนี้กับคำว่า Buffalo Wings ก็คือ..

..ในคืนวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1964 มีสตรีนางหนึ่งนามว่า เทเรซ่า เธอทำงานอยู่ในครัวของร้านนี้แหละ แล้วลูกชายของเธอก็ขอให้เธอทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆ เธอคิดอยู่แป๊บนึง แล้วก็นึกได้ว่าเธอมีปีกไก่อยู่ จากนั้นเธอก็เอามันไปทอดแล้วคลุกด้วยซอส และนั่นแหละ ก็เป็นที่มาของคำว่า Buffalo Wings..

แหมฟังดูง่ายจังเนอะ ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่เลย

ปีกไก่ที่ร้านนี้ใหญ่มาก ตอนสั่งคิดว่าคงขนาดใกล้เคียงกับปีกไก่บ้านเรา เลยสั่งมา 20 ชิ้นสำหรับ 3 คน ปรากฎว่าขนาดปีกไก่ของที่นี่ เกือบเท่ากับน่องไก่บ้านเราเลย เป็นอันว่า กินกันไม่หมด เลยห่อไปกินในรถต่อ ก็อร่อยดีนะ อาจเป็นเพราะรู้สึกว่ามันเป็น original ด้วยมั๊ง เลยมีความภูมิใจบวกเพิ่มเข้าไปในรสชาติของไก่ด้วย
กินกันอิ่มหนำสำราญแล้วก็นั่งรถต่อไปเพื่อเข้าสู่แคนาดา ใช้เวลาจากบัฟฟาโล่ถึงไนแองการ่า ประเทศแคนาดา เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง มีผ่านด่านตรวจนิดนึงตอนข้ามประเทศ ก็แค่เอาพาสปอร์ตให้เขาประทับตราเท่านั้นแหละ แล้วก็เสียค่าธรรมเนียมผ่านด่านนิดหน่อย เป็นอันเสร็จ เดินทางต่อไปได้

และแล้วไม่นาน ก็เดินทางถึง Niagara Falls บรรยากาศคึกคักมาก นักท่องเที่ยวล้นหลาม เราเข้าที่พักกันก่อน โรงแรมที่เราพักอยู่ในย่านท่องเที่ยวพอดี ชื่อโรงแรม Quality Inn Clifton Hill
ห้องพักไม่กว้างขวางเหมือนโรงแรมแรกแล้ว แต่ถือว่าอยู่ใน location ที่ดีมาก คือสามารถเดินไปน้ำตกได้ในเวลาเพียง 10 นาที

สีสันของถนน Clifton Hill

หลังจากเก็บของไว้ที่โรงแรมแล้ว ก็ขับรถไปที่ skylon tower ก่อน เพราะเราต้องมาจองโต๊ะ dinner คืนนี้ เป็น revolving restaurant หรือภัตตาคารหมุนได้นั่นเอง อยู่บนหอคอยที่สูงที่สุดในไนแองการ่า กะว่าจะกินอาหารพร้อมชมแสงสียามค่ำคืนของน้ำตกและเมืองไนแองการ่าไปด้วย ที่พิเศษคืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ซึ่งจะมีการจุดพลุดอกไม้ไฟด้วย โชคดีจริงๆ เพราะไม่ได้มีทุกคืนนะ แต่จะมีแค่คืนวันศุกร์และเสาร์ เฉพาะช่วง summer เท่านั้นเอง

หลังจากจองเสร็จก็จอดรถไว้ที่ car park ของ skylon นั่นแหละ แล้วก็เดินไปชมวิวน้ำตกซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ทางเดินเลียบน้ำตกยาวพอสมควร แต่ก็เดินไปได้เรื่อยๆ ชมน้ำตกไป ถ่ายรูปไปด้วย
น้ำตกไนแองการ่าใหญ่จริงๆ เสียงน้ำตกดังมาก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความอลังการ สมกับที่เป็น one of the seven natural wonders of the world จริงๆ แต่เสียดายที่วันที่ไปฝนตกตลอด ฟ้าเลยหม่นๆ ถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเลย ถ้าฟ้าเป็นสีฟ้า คงจะสวยกว่านี้มากนะ

ซู่..ซู่.... น้ำตก Niagara ที่แสนยิ่งใหญ่ ตรงนี้เป็นน้ำตกฝั่งแคนาดา

ส่วนนี่เป็นน้ำตกฝั่งอเมริกา

มองจากฝั่งแคนาดาจะเห็นทั้งน้ำตกฝั่งอเมริกาและแคนาดาน่ะ
เค้าถึงบอกว่าถ้าอยากดูน้ำตกไนแองการ่าแบบครบๆ ต้องมาดูที่แคนาดานะ

ต้นธารน้ำตก

ผู้คนจากทั่วสารทิศแห่มาชมน้ำตกที่นี่

เดินชมวิวเสร็จก็ไปซื้อของที่ระลึกที่ร้าน giftshop แถวๆนั้น จากนั้นก็เดินไปลงเรือ Maid of the Mist เพื่อสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของน้ำตกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเรือจะล่องไปใกล้กับน้ำตกมาก จนเราสามารถสัมผัสถึงละอองน้ำตกที่สาดกระเซ็นมาอย่างเต็มๆ อย่างกับฝนตกใส่อย่างนั้นแหละ คนในเรือทุกคนเลยต้องสวมเสื้อกันฝนไว้ด้วยกันเปียก (เค้ามีเสื้อกันฝนให้น่ะ ไม่ต้องเตรียมไปเอง) แต่เอาจริงๆก็กันแทบไม่อยู่เพราะพอเข้าใกล้น้ำตกแล้ว ลมแรงมากโดนน้ำตกสาดกระหน่ำเลย แต่ก็รู้สึกเย็นสดชื่นดีเหมือนกัน ใช้เวลาไม่นานแค่ครึ่งชั่วโมงในการล่องเรือทั้งไป-กลับ

เรือ Maid of the Mist ที่เห็นสีน้ำเงินนั่นคือคนใส่เสื้อกันฝนนั่นเอง

น้ำตกฝั่งอเมริกาแบบเต็มตา ถ่ายจากในเรือ

ส่วนฝั่งแคนาดา ไม่ได้ถ่ายตอนอยู่ในเรือ เนื่องจากถูกน้ำตกสาดแรงเหลือเกิน

ล่องเรือเสร็จก็เดินไป Clifton hill road ชมแสงสีของเมืองไนแองการ่า แล้วก็เข้าไปพักเท้าที่โรงแรมแป๊บนึง เพราะอยู่ตรงนั้นพอดี พอใกล้ถึงเวลา dinner คือ 3 ทุ่ม ก็เดินไป skylon tower อ้อนึกได้ว่า พระอาทิตย์ที่นี่ ตกช้ากว่าเมืองไทยนะ ประมาณ 2 ทุ่มนั่นแหละ ถึงจะตก เพราะตอนเราเดินออกจากโรงแรมประมาณ 2 ทุ่มกว่านั่นก็ยังมีแสงยามเย็นอยู่เลย

ถึงเวลา dinner เราสั่งแกะราดซอส จานใหญ่มาก

ราคาอาหารเขากำหนดไว้แล้วว่าต้องสั่งขั้นต่ำ 40 เหรียญแคนาดาต่อคน ยังไม่รวมค่า service charge และ tax อีก 15% นะ รวมแล้วคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,500 บาทนั่นแหละ ไม่เคยกินอาหารจานเดียวแพงขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่ก็ถือว่าเค้าคิดค่าวิวด้วยล่ะ
เพราะวิวดีมากจริงๆ ยิ่งตอนดูพลุนะ แบบว่าเห็นชัด ใกล้มากๆ เพราะความสูงอยู่ระดับเดียวกับพลุเลย
โชคดีอีกนั่นแหละ ที่โต๊ะเราหมุนมาถึงจุดที่เห็นพลุพอดี ตอนแรกยังนึกอยู่เลยว่าถ้ามันหมุนไปอยู่ฝั่งตรงข้ามคงอดเห็นกัน แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็คงต้องเดินมาอีกฝั่งให้ดูพลุให้ได้แหละ ไม่งั้นเสียเที่ยวหมด

อิ่มท้อง อิ่มวิวเสร็จแล้ว ก็นั่งรถกลับโรงแรม เป็นอันจบสำหรับวันนี้

ต่อตอนที่ 2 ที่นี่ค่ะ  http://aoynaja.exteen.com/20080601/canada-usa-trip-2

Comment

Comment:

Tweet

เข้ามาเก้บข้อมูล อยากไปบ้างจังเลยค่ะ สวยๆ

#4 By pear (58.8.115.43) on 2011-06-27 13:49

น้ำตกสวยมากเลยค่ะ confused smile Hot!
ว๊าวว

คริสปี้ครีม อาหย่อยๆๆ อยากกินๆๆ

ตอนนั้นไปเด็กไทยแอบเอาให้ฟรีก๊ะ อิอิ

ดีๆๆไม่ต้องเสียเงิน

#2 By oOOWunWanOOo (114.128.22.125) on 2009-01-25 15:56

wowow it look very nice niagara . you to take photograph very good

#1 By silky on 2008-06-29 01:56