ทริปอีสาน-ลาว

posted on 04 May 2008 22:15 by aoynaja in Local

เป็นทริปไปเที่ยวกับที่ office ซึ่งเป็นการเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ภายใน 2 วัน !! (ไม่รวมวันนั่งรถไปกลับอีก 1 วัน 1 คืนน่ะ)

ในประเทศก็คือจังหวัดอุดรธานีกับหนองคาย ส่วนต่างประเทศก็คือลาว เมืองเวียงจันทน์
ไม่เคยไปมาก่อนเลยทุกที่ เลยอยากไป ถึงจะต้องนั่งรถนานก็ตามที

ออกเดินทางตอนกลางคืนเวลา 3 ทุ่มครึ่ง วันที่ 31/5/2550 ถึงจังหวัดอุดรธานีตอนประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่
1/6/2550 ก็เข้าพักที่โรงแรมเจริญศรีฯ ทานอาหารเช้าก่อนออกเดินทางสู่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

เล่าความเป็นมา ความสำคัญของอุทยานนี้กันสักหน่อย แต่เนื่องจากว่ามันยาวเหลือเกิน พิมพ์เองไม่ไหว เลยไป
copy จาก web อื่นมาดีกว่า อิอิ


“ ภูพระบาท” ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ เขือน้ำ” สภาพทั่วไปเป็นป่าโปร่ง มีทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ
ไม้มะค่า ไม้แดง ไม้ชิงชัน ไม้เต็ง – รัง ไม้ประดู่ ขึ้นปกคลุมหนาแน่นและอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางทิศตะวันตกประมาณ 11 กิโลเมตร

ภูพระบาท มีแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยหินลาด ห้วยดานใหญ่ ห้วยหินร่อง และห้วยนางอุสา ซึ่งไหลลงไปบรรจบกับแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และภูพระบาทแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ซึ่งชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า “ ภูพานคำ” ซึ่งเป็นเทือกเขาหินทราย อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี และมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 320 –350 เมตร หรือจากพื้นที่ราบ 120 – 160 เมตร

นักธรณีวิทยาได้พบหลักฐานทางวิชาการ ระบุว่า เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ภูพระบาทถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง
ต่อมาเมื่อธารน้ำแข็งละลายเคลื่อนตัวลงตามแรงดูดของโลก ก่อให้เกิดการกัดกร่อนอย่างขนานใหญ่บนภูพระบาท ทำให้เกิดเพิงหินรูปร่างแปลกประหลาดมากมาย

ประมาณ 3,000 – 2,500 ปีมาแล้ว มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้ขึ้นไปล่าสัตว์เก็บของป่าบนภูพระบาทแห่งนี้ไปเพื่อการดำรงชีวิต และใช้เวลาว่างแต่งแต้มผนังเพิงหินทรายด้วยการเขียนภาพฝ่ามือ ภาพคน ภาพสัตว์ และภาพรูปทรงเรขาคณิตด้วยสีแดง ภาพบางภาพยังสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงชีวิตของคนและสัตว์ในสมัยนั้นด้วย

ครั้นเริ่มเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 16 ก็ได้ดัดแปลงเพิงหินทรายเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู มีการปักใบเสมาหินทรายล้อมรอบเพิงหินทราย และแกะสลักพระพุทธรูปและเทวรูปลงบนเพิงหินทรายด้วย ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 22 – 23 ก็ได้มีการสลักรอยพระพุทธบาท และสร้างโบราณสถานขนาดเล็กไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุบนภูพระบาทแห่งนี้อีกด้วย

โบราณสถานในกลุ่มภูพระบาทดังกล่าว จะมีชื่อเดิมเรียกว่าอย่างไรไม่ปรากฎ แต่ปัจจุบันชาวบ้านในท้องถิ่นได้เรียกชื่อสถานที่ต่าง ๆ ไปตามท้องเรื่องของ นิทานรักพื้นบ้านอีสาน “อุสา – บารส” เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบริเวณภูพระบาทแห่งนี้ อาทิ หอนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอมม้าท้าวบารส ถ้ำฤาษี เป็นต้น แต่โดยความเป็นจริงแล้ว บรรดาสิ่งก่อสร้างและร่องรอยหลักฐานของมนุษย์ที่ปรากฎอยู่ที่ภูพระบาทนั้น มิได้เกี่ยวข้องกับนิทานรักพื้นบ้านดังกล่าวเลย แต่ได้มีร่องรอยมนุษย์เกี่ยวข้อง และมีอายุเก่าแก่มานานหลายพันปีแล้ว ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า เป็นกลุ่มโบราณสถานที่สำคัญ และใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของอีสานตอนบน

กรมศิลปากรได้สำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน ในแหล่งภูพระบาทตั้งแต่ พ . ศ.2515 เป็น ต้นมา
ได้พบโบราณสถานอยู่จำนวน 68 แห่ง เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบ
มีภาพเขียนสีตามเพิงหินต่าง ๆ 45 แห่ง และสิ่งก่อสร้างดัดแปลงจากเพิงหินธรรมชาติเป็นศาสนสถาน 23 แห่ง
ซึ่งโบราณสถานแห่งนี้ได้กระจัดกระจายทั่วไปอยู่บนภูพระบาท ที่อาจจะแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ 9 กลุ่ม
ได้แก่ กลุ่มโนนหินเกลี้ยงและถ้ำสูง กลุ่มถ้ำดินเพียง กลุ่มวัดพ่อตา ลูกเขย กลุ่มวัดพระพุทธบาทบัวบก
กลุ่มถ้ำห้วยหินลาด กลุ่มลานโนนสาวเอ้ กลุ่มห้วยดานใหญ่ กลุ่มพระบาทหลังเต่า และกลุ่มเจดีย์ร้าง
อูปโมงค์และถ้ำพระเสี่ยง

ต่อมา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานบริเวณภูพระบาทแห่งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,430 ไร่ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2524 ที่ผ่านมา ปัจจุบันโบราณสถานภูพระบาทได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็น “ อุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท” ได้เริ่มดำเนินการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติและโบราณสถาน ตั้งแต่ พ.ศ.2532 เป็นต้นมา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท” เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย 26 มิถุนายน 2535 อย่างเป็นทางการแล้ว

มาดูรูปแรกเลยดีกว่า

เริ่มที่แรกในอุทยานเลย หินที่เห็นตั้งตระหง่านอยู่นี่เค้าเรียกกันว่า หอนางอุสา ตั้งชื่อตามนิทานพื้นบ้านอย่างที่เล่าไว้ข้างบนนี่แหละ

วัดพ่อตา

ถ้ำพระ

กู่นางอุสา

บ่อน้ำนางอุสา

ถ้ำคน ที่เรียกชื่อนี้เพราะมีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นรูปคน 7 คน เดินขบวนกันไป
(เห็นกันใช่ไหม รูปสีแดงๆน่ะ)

ถ้ำวัว

เมื่อกี้คน ตอนนี้ก็รูปวัว มี 3 ตัวได้

ถ้ำปู่เจ
ที่เห็นคนใส่เสื้อเหลืองนั่นไม่ใช่ปู่เจนะ 55 แต่เป็นไกด์ของอุทยาน คอยบอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของสถานที่ต่างๆในอุทยาน 

หินนี้ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ามีสีม่วงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าที่นี่เป็นป่าโปร่ง ก็จะมีต้นไม้อะไรให้ดูข้างทางพอเพลินๆ

ที่เห็นนี่แปลกดี กิ่งไม้แต่มีเหมือนกอหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆบนกิ่งอีกทีนึง

ต่อไปเดินทางสู่จังหวัดหนองคาย ไปที่ศาลาแก้วกู่หรือที่รู้จักกันในนามวัดแขก เป็นแหล่งรวมประติมากรรม
คล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแสดงรูปปั้นทางศาสนา เกิดจากแรงบันดาลใจของหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์
ซึ่งได้สร้างสถานที่นี้เมื่อราวปี 2521 ตามความเชื่อว่าหลักคำสอนทุกศาสนาสามารถนำมาผสมผลานได้

งานปั้นใหญ่โตอลังการนี้มีทั้งพระพุทธรูปปางต่างๆ รูปเทพฮินดู รูปปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์ฯ



ดูความใหญ่โต เทียบกับความสูงของรถทัวร์  

อะไรจะใหญ่ขนาดนี้

รูปปั้นนี้น่าจะเป็นเทพฮินดู (เดาเอา)

อีกรูปนึง

ออกจากศาลาแก้วกู่แล้ว ก็ไปดูผ้าพื้นเมืองที่ร้านผ้าแถวบ้านนาข่า

รูปปั้นยืนต้อนรับหน้าร้าน บางมุมก็น่ารัก บางมุมก็น่ากลัว

เย็นแล้ว เดินทางกลับอุดร ไปกินอาหารค่ำที่ร้านวี ที แหนมเนือง
อาหารเต็มโต๊ะเลย หมูล้วนๆ ไม่ว่าจะแหนมเนือง แหนมซี่โครงหมู หมูสามชั้นทอด หมูยอ เปาะเปี๊ยะไส้หมูยอ
มื้อนี้ไม่มีข้าวนะ เค้าให้กินกับขนมจีน แล้วก็แผ่นเปาะเปี๊ยะแทน

อิ่มหนำแล้วก็กลับโรงแรม เพื่อนชวนไปร้องคาราโอเกะต่อ ก็ที่โรงแรมนั่นแหละ ค่าห้องถูกดี ชั่วโมงละ 150
บาทเอง ห้องก็ใหญ่มาก แต่ไมค์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็ร้องกันไป 3 ชั่วโมง ถึงเที่ยงคืนพอดี

เช้าวันต่อมาออกเดินทางสู่ประเทศลาว ในรูปนี่กำลังข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ที่เห็นคือแม่น้ำโขงกั้นกลางระหว่างไทยและลาว

ถึงด่านตรวจ เห็นธงชาติลาวแล้ว

วันนี้มีสาวชาวลาว มานำเที่ยวตลอดวัน เค้าแต่งตัวอนุรักษ์นิยมดีจัง

ตามถนนหนทาง รถไม่ค่อยมีเท่าไหร่

มีก็เนี่ย สามล้อเมืองลาว เห็นวิ่งอยู่เยอะเหมือนกัน

อ้อ มีรถเมล์ด้วย เก่ามากๆ

เริ่มเที่ยวลาวที่แรกคือวัดศรีเมือง

ประตูหน้าวัดเป็นลวดดัดแบบนี้

อุโบสถ


หน้าต่างก็ลวดเหล็กดัดเหมือนกันเลย

ด้านหน้าอุโบสถ


ภายในอุโบสถ


เค้าใช้ดอกไม้ประดิษฐ์แบบนี้บูชาพระน่ะ ก็สวยไปอีกแบบ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

ต่อไปเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว สร้างขึ้นปีค.ศ. 1565
โดยกษัตริย์ของลาวเมื่อครั้งที่ท่านได้ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเป็นเวียงจันทน์
หอพระแก้วนี้ถูกสร้างเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ท่านได้นำมาจากอาณาจักรล้านนา

ด้านในหอพระ เค้าไม่ให้ถ่ายรูปน่ะ ก็จะมีพระพุทธรูปตามแบบฉบับของลาว และข้าวของโบราณต่างๆ

พระพุทธรูปรอบๆหอพระ

ถนนที่ใกล้กับหอพระแก้วคือถนนล้านช้าง (อ่านป้ายกันออกไหม)

จากถนนล้านช้าง มองไปจะเห็นประตูชัยเวียงจันทน์อยู่ลิบๆ แหนะ เห็นหาบเร่ไหม เหมือนเมืองไทยเลยนิ

วัดริมถนนล้านช้าง

เสาต้นนึงในวัด สีส้มแจ่มเชียว

ถึงเวลาอาหารกลางวัน กินอาหารที่ภัตตาคารแม่ของ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเลย นี่ก็วิวสวยๆของแม่น้ำโขง

เรือลาวริมโขง

ต่อไป สถานที่สำคัญ อนุสาวรีย์ประตูชัย อยู่ใจกลางเมืองเวียงจันทน์
เป็นประตูที่ทางฝรั่งเศสสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1958
ว่ากันว่าสร้างมาจากปูนของอเมริกาที่ตอนแรกตั้งใจจะเอามาสร้างสนามบิน
และประตูนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประตูชัยในฝรั่งเศส แต่ก็ยังเรียงรายด้วยสถาปัตยกรรมของลาวโบราณ

ขึ้นไปข้างบนด้วย มองลงมาก็จะเห็นวิวนี้แหละ

วิวอื่นๆ

ไต่บันไดไปถึงจุดสูงสุดของประตูชัย ก็เห็นหน้าต่างแบบนี้สี่มุม

เพดานซุ้มประตูแกะสลักงดงาม

มาดูด้านหน้ากันแบบเต็มๆ

 เดินกลับที่จอดรถแล้ว เห็นป้ายชี้ทางไปห้องน้ำ ก็ยังอุตส่าห์ถ่ายไว้อีก

แอบถ่ายคุณตำรวจเมืองลาว อยากให้เห็นเครื่องแบบไง (ตอนแรกที่เห็นก็ไม่แน่ใจนะว่าใช่ตำรวจหรือเปล่า
พอเห็นหมวกเขียนว่า police ถึงแน่ใจว่าใช่)

ต่อไปถึงที่สุดท้ายของทริปลาวแล้ว คือพระธาตุหลวง

วัดพระธาตุหลวง ถูกสร้างขึ้นถัดจากปีที่สร้างหอพระแก้ว โดยกษัตริย์พระองค์เดียวกัน
โดยวัดนี้ถือว่าเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญที่สุดในเมืองเวียงจันทน์ก็ว่าได้

ได้ยินว่าพระธาตุนี้เดิมไม่ใช่สีทองหรอกนะ เพิ่งมีการทาสีใหม่ไม่นานนี้เอง

ในรูปนี่ฟ้าใสมาก (หลังจากที่เห็นแต่ฟ้ามัวๆ) สีแจ่มมากๆ สีจริงนะ ไม่ได้แต่งรูปอะไรเลย
เป็นรูปสุดท้ายล่ะ เพราะแบตกล้องหมดพอดีเลย แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ยังได้ถ่ายรูปนี้
ถือว่าเป็นรูปที่สวยที่สุดในทริปนี้ก็ว่าได้

กลับจากลาวก็กลับเมืองไทย ถึงโรงแรมตอนเย็นก็ดูการแสดงของน้องๆรุ่นใหม่
ส่วนอีกวันก็เป็นวันแห่งการนั่งรถยาวเลย กลับกรุงเทพ

อ้อ มีแวะกินอาหารกลางวันที่โคราช แล้วก็ซื้อของฝากที่ร้านเจ้าสัว เป็นผลิตภัณฑ์สารพัดหมู ทั้งหมูยอ
หมูแผ่น หมูทุบ หมูสวรรค์ หมูหยอง กุนเชียง ข้าวตังหมูหยอง น้ำพริกกุนเชียง ฯลฯ
เราก็ซื้อมาเกือบทุกหมูเหมือนกัน โฮ่ๆๆ (คนกินเลยใกล้จะเป็นหมูด้วยแล้วมั๊งเนี่ย)
ถึงกรุงเทพประมาณ 2 ทุ่มได้ ก็จบแต่เพียงเท่านี้

Comment

Comment:

Tweet

ถ้ามาเที่ยวอิสานอีกก็แวะๆมาแถวๆสกลนคร นครพนม มุกดาหารนะคะ
ที่เที่ยวสวยๆเยอะค่ะและก็มาไหว้พระกับพระธาตุค่ะ
(หนูอยู่สกลค่ะ) ที่นครพนมมีบ้านของท่านโฮจิมินด้วยนะคะ อิอิ

ศาลากู่แก้วสวยมากค่ะ แต่ว่าตามโขดหินมีแต่น้องกิ้งกือหนูกลัว แห่ะๆ

#4 By oOOWunWanOOo (114.128.22.125) on 2009-01-25 16:17

ขอบคุณครับที่ให้คำแนะนำคนไม่เคยเล่นก็งี้ละครับ คอมไม่เก่ง 555 แต่ถ้าถามว่าที่ทเยวที่ไหนสวย ตอบได้ ควรไปที่ไหนดี 55 ว่างๆๆๆ จะได้มาอัพรูปมาแบ่งกันชม ผมจะพยายามหาเวลาถ่ายมาลงบ่อยๆๆๆ ขอบคุณครับ

สนุกทุกวัน ฟอร์ฟันทราเวล

#3 By forfun_travel on 2008-08-24 20:06

เออ ขอความรู้ หน่อยครับ มือใหม่ถัดทำ ผมเพิ่งลองเข้ามาทำดูในเครื่องผมนี่ อันแรกวัดไชยวัฒนารามเพื่อนเค้าอัพ เหมอืนกัน ได้ แต่ อันที่2 เขาพะเนินทุ่ง ผมแต่งรูปphotoshop แล้วทำไมลงไม่ได้ เซบ ไว้แล้วรูปก็เล็กลงแล้วพอเอาลงมันบอกว่า เออเร่อ ผมงง ลเย ต้องทำไง อะครับ

#2 By forfun_travel on 2008-08-23 15:13

ภาพสวยดี ครับ ผมก็เพิ่งกลับ มาแต่ไม่ได้ถ่ายไว้เลย เสียดายจังทำแต่งานแต่ไม่ค่อยมีเวลาได้ไปถ่ายมั้ง 5555

#1 By forfun_travel on 2008-08-21 11:19